รามเกียรติ์นั้นปรากฏเป็นหลักฐาน อยู่ในพระสุตันตปิฏก อันเป็นเรื่องราวของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในอดิตชาติ ชัดเจน
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๗ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๙ [ฉบับมหาจุฬาฯ] ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑
ว่าด้วย ผู้มีปัญญาย่อมไม่เศร้าโศกถึงสิ่งที่เสียไปแล้ว
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวันมหาวิหาร ทรงตรัสปรารภแสดงพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า เอถ ลกฺขณสีตา จ ฯ ดังนี้.
ในอดีตกาล พระเจ้าทสรถมหาราชทรงละความถึงอคติ ทรงมีพระมเหสี 3 พระองค์ มเหสีองค์ที่๑ ให้ประสูติพระโอรส ๑ พระองค์ได้นามว่า “ราม” มเหสีองค์ที่ ๒ ให้ประสูติราชโอรส ได้พระนามว่า “ลักษณ์” มเหสีองค์ที่ ๓ ให้ประสูติพระธิดาได้พระนามว่า “สีดา“….ฯเปฯ
พระรามนั้นได้ครอบครองอาณาจักรอโยธยา ในสุวรรณภูมิประเทศเจริญก้าวรุดหน้า เนื่องจากอโยธยานั้นล้อมรอบไปด้วยธาราอันส่งสู่มหาสมุทรเจริญยิ่งใหญ่สืบมานับแต่บรรพกาล แต่ในที่สุดนครอโยธยาก็ร้างไปตามกาลเวลา เพราะเนื้อที่มีลักษณะเป็นเกาะที่มีน้ำล้อมรอบ ไม่มีพื้นที่ทางเกษตร ทำให้พลเมืองอพยพโยกย้ายออกไปยังพื้นที่ภายนอกนครนี้เป็นสาเหตุุให้ “นครอโยธยา” ร้างไร้ผู้คน

หลังจากพุทธปรินิพพาน “โทณพราหมณ์” ได้นำทะนานทองคำ (ซึ่งใช้ตวงพระบรมสารีริกธาตุแจกจ่ายแก่มัลกษัตริย์) กลับสู่บ้านเมืองของตนอันตั้งอยู่้ในสุวรรณภูมิ และได้สร้างพระเจดีย์บรรจุทะนานที่ตวงพระบรมสามรีริกธาตุนั้นไว้ เฉลิมพระนามว่า “เจดีย์พระประโทณ“(ในยุคต้นรัตนโกสินทร์ ยอร์ช เซเด ลูกศิษย์ของ บาดหลวงปาเลอร์ กัวส์ ได้ทุบทำลายอ้างว่าจะค้นหาผอบทองคำที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ = แต่ไม่พบ จึงเอาเศษอิฐเดิมมาสร้างขึ้นมาสร้างเจดีย์ขึ้นใหม่ ให้ชื่อว่า “พระปฐมเจดีย์” แล้วแต่งคัมภีร์ขึ้นมาใหม่ว่า…”พระโสณะ อุตระ เป็นผู้ที่มาเผยแผ่พุทธศาสนาเป็นครั้งแรกในสุวรรณภูมิ ซึ่งแท้ที่จริงแล้ว ผู้ที่มาเผยแผ่ครั้งแรกนั้นมาตั้งแต่สมัยพุทธกาล นามว่าว่าพระปุณณะอรหันตเถระ ปรากฏหลักฐานศิลาจารึก ณ ถ้ำเขางู เมืองราชบุรี ซึ่งพระพุทธองค์ได้ทรงพาพระอรหันต์มาเยี่ยม ดังปรากฏเป็นหลักฐานในพระไตรปิฏก)
เมื่อกาลเวลาผ่านไปจวบจนถึงยุคของมหากษัตริย์นักรบไท พระนามว่า พระเจ้ากาฬวดิษฐ์ ผู้เชี่ยวชาญใน “คัมภีรมหาจักพรรดิราช-รัตตัญญุศาสตร์” ได้ทรงลบมหาศักราชและสถาปนาศักราชแห่งชนชาติไทยเรียกว่า “จุลศักราช” อันเป็นศักราชของชนชาติไทขึ้น ทรงครองอาณาจักรไชยศรี มีพระราชบุตรีนามว่า “จามเทวี“
พระเจ้ากาฬวดิษฐ์ ทรงเป็นกษัตริย์นักรบ ได้รวบรวมชนเผ่าไทให้เป็นหนึ่ง และขยายอาณาจักรจนกว้างขวางจรดอาณาจักรอาฬวี(อ้ายลาว) ด้วยทรงมีพระาชการสงคราม ทำให้พระองค์ไม่ค่อยได้มีโอกาศกลับมายังนครชัยตรี คงเหลือแต่พระราชบุตรี คือ พระนางจามเทวี อยู่เพียงพระองค์เดียว เมืองนครไชยศรีนั้นติดอยู่กับเมืองวัชรบุรี(เพชรบุรีในปัจจุบัน) ซึ่งกษัตรย์ผู้ครองนครวัชรบุรีเป็นสหายกับพระยากาฬวดิษฐ์ ทรงมีพระราชโอรสอายุวัยไล่เลี่ยกับพระนางจามเทวี และสนิทกันตั้งแต่เด็ก และด้วยความคุ้นเคยกัน ความสัมพันธ์ลึกซึ้งจึงเกิดขึ้น จนพระนางจามเทวีให้กำเนิดราชบุตร ๒ พระองค์
เมื่อพระเจ้ากาฬวดิษฐ์ทรงเสด็จนิวัติกลับพระนครไชยศรี เห็นพระราชบุตรตรีมีพระสวามีโดยมิได้บอกกล่าวขอพระบรมราชานุญาติ ตามพระราชประเพณี จึงทรงพระพิโรธ จะประหารชีวิต แต่พระฤาษี๔ ตน อันเป็นพระอาจารย์ของพระเจ้ากาฬวดิษฐ์ขอไว้ ว่าให้พระนางจามเทวีไปสร้างอาณาจักรใหม่ในทางเหนือ (เป็นที่มาของกำเนิดอาณาจักรหริภุญชัย) ส่วนเจ้าชายอันเป็นสวามีนั้น พระเจ้ากาฬวดิษฐ์ทรงให้ผนวชเป็นภิกษุตลอดชีวิต และให้จำพรรษา ณ เมืองอโยธยา ที่ร้างนั้นตราบเท่าสิ้นชีวิต แม้กระนั้นพระเจ้ากาฬวดิษฐ์ ก็ได้บูรณะพระอารามในเมืองอโยธยาขึ้นใหม่ เพื่อเป็นที่พำนักจำพรรษาของพระราชบุตรเขย พร้อมสร้างพระอุโบสถ และ พระประธานเป็นพุทธรูปด้วยทองสำริด กับทั้งพระราชทานข้าคนคอยดูแล

“เศียรพระธรรมิกราช” ถูกค้นพบที่วัดธรรมิกราช อยุธยา ในสมัยรัชกาลที่ 5 ทำจากสำริด เป็นศิลปะอู่ทอง อายุประมาณ 700-800ปี :: CR-Pic: สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ
สีและเศษปูนซึ่งมีภาพจิตกรรมรามเกียรติ์ ได้ปรากฏให้เห็น อันเป็นที่สรุปได้ว่า “การเขียนภาพจิตกรรมรามเกียรติบนฝาผนัง ของโบสถ์-วิหารของพระพุทธศาสนานั้น” ได้ทำกันเป็นปกติของช่างชาวพุทธมาแต่โบราณ เพราะเป็นทั้งตำนานและประวัติของอาณาจักรอโยธยาจึงเป็นที่มาของการก่อตั้งราชวงศ์อู่ทอง ที่ปฐมกษัริย์จึงเถลิงถวัลย์ครองราชด้วยพระนามว่า “พระรามาธิบดีที่ ๑” และใช้เป็นพระนามอันเป็นมงคลสืบมา ดังปรากฏเป็นหลักฐานทั่วแผ่นดินไท ตราบเท่าทุกวันนี้

ผู้สนใจศึกษาข้อมูลอาณาจักรอโยธยา ทางประวัติศาสตร์ Click ที่ปุ่มล่างนี้…


