พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๗
ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต

:: จักขุสูตร ::
[๒๓๙] จริงอยู่ พระสูตรนี้พระผู้มีพระภาคตรัสแล้ว พระสูตรนี้
พระผู้มีพระภาคผู้เป็นพระอรหันต์ตรัสแล้ว เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้ว
ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย จักษุ ๓ อย่างนี้ ๓ อย่างเป็นไฉน คือ มังสจักษุ ๑
ทิพยจักษุ ๑ ปัญญาจักษุ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย จักษุ ๓ อย่างนี้แล ฯ
พระผู้มีพระภาคได้ตรัสเนื้อความนี้แล้ว ในพระสูตรนั้น พระผู้มีพระภาค ตรัสคาถาประพันธ์ดังนี้ว่า
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้สูงสุดกว่าบุรุษ ได้ตรัสจักษุ ๓ อย่างนี้
คือ มังสจักษุ ๑ ทิพยจักษุ ๑ ปัญญาจักษุอันยอดเยี่ยม ๑
ความบังเกิดขึ้นแห่งมังสจักษุเป็นทางแห่งทิพยจักษุ เมื่อใด
ญาณบังเกิดขึ้นแล้ว เมื่อนั้น บุคคลย่อมพ้นจากทุกข์ทั้งปวง
เพราะการได้เฉพาะซึ่งปัญญาจักษุอันยอดเยี่ยม ฯ
เนื้อความแม้นี้พระผู้มีพระภาคตรัสแล้ว เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้ว ฉะนี้แล ฯ

จักษุสูตร นิเทศ ::
๑. ผู้ที่จะมีอภิญญาได้นั้น ตามปกติต้องเป็นผู้ที่ได้ฌานและมีวสีภาวะจนสามารถเข้าฌานสมาบัติได้ทั้งรูปฌานและอรูปฌาน ครบถ้วนทั้ง ๙ ฌาน มีบ้างเป็นส่วนน้อยที่ได้เพียง รูปฌานสมาบัติ ๕ ก็มีอภิญญาได้ แต่ว่า ฌานลาภี ที่ได้ไม่ถึงรูปฌานทั้ง ๕ นั้น อภิญญาย่อมไม่ปรากฏ

๒. แม้แต่ ฌานลาภีบุคคลที่ได้ฌานสมาบัติทั้ง ๙ แล้ว จะมีอภิญญาโดยทั่วหน้าก็หาไม่ จะมีอภิญญาได้ก็ต่อเมื่อได้ฝึกฝน ปฏิบัติเพิ่นพิเศษอีกถึง ๑๔ นัยก่อน ดังต่อไปนี้ คือ
ทิพพจักขุญาณ (ตาทิพย์) คือ สามารถเห็นสิ่งที่อยู่ไกลมากหรืออยู่ในที่กำบังต่าง ๆ นั้นได้ ซึ่งตามปกติแล้วนัยน์ตาอย่างธรรมดาสามัญไม่สามารถที่จะเห็นเช่นนั้นได้เลย เป็นการเห็นทางมโนทวารโดยชัดเจนเหมือนกับว่าเห็นด้วยนัยน์ตาจริง ๆ (อย่างฝันก็ไม่ได้เห็นด้วยนัยน์ตา แต่ก็ชัดเจนแจ่มแจ้งเหมือนกัน)

ทิพพจักขุจะเกิดได้เฉพาะด้วยอำนาจแห่งการปฏิบัติ กสิณธาตุทั้ง ๔ คือ เตโชกสิณ โอทาตกสิณ อากาสกสิณ อาโลกกสิณ อย่างใดอย่างหนึ่ง เป็นองค์ให้เกิด “ทิพยจักษุญาณ” คือ ทิพยจักษุญาน จักเกิดเฉพาะผู้ปฏิบัติกสิณสมาธิ เท่านั้น ไม่เกิดในการปฎิบัติด้วยวิถีอื่น พระพุทธองค์จึงทรงยกย่องเรียกว่า ฌานลาภีบุคคล

จุตูปปาตญาณ เป็นอภิญญาที่สามารถรู้จุติและปฏิสนธิของสัตว์ทั้งหลายใน ๓๑ ภูมิ อภิญญานี้เกิดขึ้นโดยทิพพจักขุเป็นบาท และไม่ต้องมีการบริกรรมเป็นพิเศษอีกต่างหากแต่อย่างใดเลย เมื่อทิพพจักขุเกิดขึ้นแล้ว ก็เป็นแต่เพียงตั้งอธิฏฐานน้อมใจไปในการจุติและปฏิสนธิของสัตว์ทั้งหลายนั้น ๆ ก็จะรู้ได้

ด้วยเหตุนี้ จึงถือว่า ทิพพจักขุญาณ และ จุตูปปาตญาณนี้เป็น อภิญญาเดียวกัน จะเรียกชื่อใดชื่อเดียวก็พึงเข้าใจว่ามีความหมายทั้ง ๒ อย่าง คือ ตาทิพย์ และรู้จุติปฏิสนธิของสัตว์ทั้งหลายด้วย

อนึ่ง ทิพพจักขุญาณ หรือ จุตูปปาตญาณ นี้ยังมีญาณอื่นที่อาศัยเป็นบาทให้เกิดอีก ๒ ญาณ คือ

ก. ยถากัมมุปคญาณ เป็นญาณที่รู้ว่าสัตว์ที่เข้าถึงความสุขและความทุกข์นั้น เพราะได้ทำกรรมอะไรมา
ข. อนาคตังสญาณ เป็นญาณที่รู้ในกาลต่อไปทั้งของตนเองและของผู้อื่นว่า จะเป็นไปอย่างนั้น ๆ นับตั้งแต่ล่วงหน้าไปอีก ๗ วัน จนถึงไม่มีที่สุด แล้วแต่กำลังของสมาธิว่าจะมีความสามารถเพียงใด
———————————————————–

:: อภิญญา ญาณ วิชา
คำว่า อภิญญา นี้บางทีก็ใช้ว่า ญาณ หรือ วิชชา แทนกันได้เพราะเป็นไวพจน์แก่กันและกัน เช่นกล่าวว่า ญาณ ๓ หรือ วิชา ๓ ซึ่งเป็นองค์แห่งพระสัมมาสัมโพธิญาณ ก็ได้แก่

๑. บุพเพนิวาสานุสสติญาณ ระลึกชาติได้
๒. ทิพพจักขุญาณ หรือ จุตูปปาตญาณตาทิพย์ และรู้จุติปฏิสนธิของสัตว์
ทั้งหลาย
๓. อาสวักขยญาณ รู้วิชาที่ทำให้สิ้นกิเลสและอาสวะ
เมื่อกล่าวถึง อภิญญา ๖ ญาณ ๖ หรือ วิชา ๖ ก็ให้เพิ่มอีก ๓ คือ
๔. ปรจิตตวิชานน หรือ เจโตปริยญาณ รู้จิตใจผู้อื่น
๕. ทิพพโสตญาณ หูทิพย์
๖. อิทธิวิธญาณ สำแดงฤทธิได้

เฉพาะหมายเลข ๓ อาสวักขยญาณ เป็นอภิญญาที่ไม่ได้อาศัยรูปาวจรปัญจมฌานเป็นบาทให้เกิด แต่เป็นอภิญญาที่อาศัยเกิดจาก อรหัตตมัคคจิต จึงเรียกว่า โลกุตตรอภิญญา ส่วนที่เหลืออีก ๕ เป็นอภิญญาที่ต้องอาศัย รูปาวจรปัญจมฌาน อันเป็นโลกียจิตเป็นบาทให้เกิด จึงเรียกว่า โลกียอภิญญา

พระอนุรุทธะ อรหันตเถระ ผู้เลิศทางทิพยจักษุ ::
๑.ก่อนหน้าที่ท่านจะบรรลุเป็นพระอรหันต์ ท่านได้ไปศึกษาการปฏิบัติขั้นพื้นฐานจากพระมหาโมคคัลลานะ อรหันตเถระผู้เลิศทางฤทธิ์ เมื่อครั้งที่พระสารีบุตรนำพระอภิธรรมที่ได้ศึกษาจากพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าจากดาวดึงส์สวรรค์ มาถ่ายทอดให้กับพระมหาโมคคัลลานะ พระอนุรุทธะจึงได้ร่วมศึกษาด้วย ซึ่งครั้งนั้นมีพระอัญญาโกทัญญะ และ พระมหากัจจายนะ มาร่วมศึกษากับพระอภิธรรมกับพระสารีบุตร

เมื่อพระอนุรุทธะได้ศึกษาแนวพุทธวิถีทิพยจักษุ จากพระมหาโมคคัลานะแล้ว จึงกลับไปปฏิบัติก็มิอาจกระทำได้สำเร็จ ไม่ว่าจะใช้ความพยายามเท่าใดก็ตาม การฝึกทิพยจักขุนั้น ผู้ปฏิบัติจะเห็นดวงแสงโอภาสบังเกิดขึ้น สำหรับท่านพระอนุรุทธะท่านก็ปฏิบัติจนดวงแสงบังเกิด แต่ไม่คงทน เกิดสักครู่ ดวงแสงที่บังเกิดก็หายไป ไม่สามารถอยู่คงทน ไม่ว่าจะใช้ความพยายามเท่าใดก็ตาม จนท่านเกิดความท้อถอย และเกิดมีความคิดว่า ทม่านคงไม่มีบุญวาสนาจะบรรลุความสำเร็จในทางเป็นนักบวชนี้ จึงคิดจะลาพระบรมศาสดาเพื่อสึกขาจากเพศบรรพชิต

พระพุทธองค์ทรงทราบด้วยญาน จึงมาปรากฏกายตรงหน้าพระอนุรุทธะ และทรงมีพุทธดำรัสว่า ” แม้ตถาคตเอง ก็มีความรู้สึกเช่นนั้นเมื่อครั้งเริ่มปฏิบัติ นั่นเพราะเธอจ้องเกินไป ไม่นำแสงนั้นไปไว้ที่ใจ และเลื่อนแสงนั้นไปตามลำดับธาตุุพร้อมด้วยลมหายใจ ไม่ตึงเกินไป ไม่หย่อนเกินไป ปล่อยใจไปตามลมหาใจเข้าและออก แสงนั้นก็จักไม่หายไป พระอนุรุทธะก็นำไปปฏิบัติ และ บรรลุอรหันต์ได้อภิญญาทิพยจักษุดั่งประสงค์ พระพุทธองค์จึงทรงสถาปนาประกาศท่ามกลางสงฆ์ว่าพระอนุรุทธะบรรลุอรหันค์ เลิศทางทิพยจักษุ นับแต่บัดนั้น

๒. พระอนุรุทธอรหันตเถระ ท่านจะไม่ค่อยยุ่งกับหมู่สงฆ์เท่าไหร่นัก ท่านไปปลีกวิเวกปฏิบัติในถ้ำป่า ท่านเป็นที่รู้จักของชาวพุทธทั่วไป ก็คือตอนที่ท่านเข้ามาแสดงฤทธิ์ทิพยจักขุก็คือ ณ วันที่พระพุทธเจ้าจะปรินิพพาน

ในขณะที่พระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานนั้น พระอานนท์บอกว่า พระพุทธเจ้าสิ้นเเล้ว เเต่ด้วยตาทิพย์ของพระอนุรุทธะ ท่านอธิบายว่า
” ขณะนี้ จริงแล้ว พระตถาคตเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ ถอยออกจากสัญญาเวทญิตเเล้วไล่ฌานลงมา จนดับขันธ์โดยสมบูรณ์ ”

๓.ภายหลังเมื่อพระพุทธองค์ทรงปรินิพาน พระอนุรุทอรหันตเถระ ได้รับอาราธนาจากอุบาสกชาวกรีก ศิษย์ฆาราวาสของพระอัญญาโกทัญญะ นามว่า Phythagorus ให้ไปเผยแผ่ธรรมในอาณาจักรกรีก และ ท่านได้เผยแผ่ธรรมในดินแดนกรีกอย่างแพร่หลายไปหลายอาณาจักร ยังความเจริญก้าวหน้า ทางศิลปวิทยาการ ปรัชญา และพุทธศาสนา เป็นที่เคารพศรัทธาเหล่าสาธุชนชาวกรีกทั้งอาณาจักร จึงได้ร่วมสร้างพระอารามในหุบเขาหินสีชมพู นามว่า “อารามพุทธา” (ต่อมาได้เรียกกันเพี้ยนไปตามกาลเวลาเป็น เพตรา(Petra) ปรากฏเป็นหลักฐานตราบเท่าทุกวันนี้

::: ทิพยจักขุ เป็นฤทธิ์ที่เกิดขึ้นโดยอำนาจแห่งงอภิญญา
๑. ผู้ที่จะมีอภิญญาได้นั้น ตามปกติต้องเป็นผู้ที่ได้ฌานและมีวสีภาวะจนสามารถเข้าฌานสมาบัติได้ทั้งรูปฌานและอรูปฌาน ครบถ้วนทั้ง ๙ ฌาน
มีบ้างเป็นส่วนน้อยที่ได้เพียง รูปฌานสมาบัติ ๕ ก็มีอภิญญาได้ แต่ว่า ฌานลาภี ที่ได้ไม่ถึงรูปฌานทั้ง ๕ นั้น ยังไม่ปรากฏว่ามีอภิญญา

๒. แม้แต่ ฌานลาภีบุคคลที่ได้ฌานสมาบัติทั้ง ๙ แล้ว จะมีอภิญญาโดยทั่วหน้าก็หาไม่ จะมีอภิญญาได้ก็ต่อเมื่อได้ฝึกฝนอบรมกันเป็นพิเศษอีกถึง ๑๔ นัยก่อน ดังต่อไปนี้

(๑) กสิณานุโลมโต เข้าฌานตามลำดับกสิณ ชั้นแรกเข้าฌานใดฌานหนึ่งด้วยปฐวีกสิณ ออกแล้วเข้าฌานนั้นด้วยอาโปกสิณ แล้วเตโช วาโย ต่อ ๆ ไปตามลำดับ
จนกระทั่งถึงโอทาตกสิณ ฝึกอย่างนี้ตั้ง ๑๐๐ ครั้ง ๑๐๐๐ ครั้ง จนกว่าจะเป็น วสี (ดิน น้ำ ไฟ ลม สีเขียว สีเหลือง สีแดง สีขาว)

(๒) กสิณปฏิโลมโต เข้าฌานย้อนกสิณ เริ่มต้นเข้าฌานใดฌานหนึ่งด้วย โอทาตกสิณ ออกแล้ว ย้อนมาเข้าด้วยโลหิตกสิณ ย้อนมาปีตกสิณ ย้อนมานีลกสิณ
ย้อนมาต้นเรื่อยไปจนถึงปฐวีกสิณ ฝึกจนให้ชำนิชำนาญเป็นอย่างดียิ่ง

(๓) กสิณานุโลมปฏิโลมโต เข้าฌานใดฌานหนึ่งตามลำดับกสิณและย้อนกสิณ คือ ทำอย่าง (๑) หนึ่งเที่ยว แล้วทำอย่าง (๒) หนึ่งเที่ยว แล้วทำ (๑), (๒), (๑), (๒), สลับกันเช่นนี้ไปจนกว่าจะเป็นวสี

(๔) ฌานานุโลมโต เข้าตามลำดับฌาน โดยเริ่มแต่ปฐมฌาน แล้วทุติยฌาน ตติยฌาน เรื่อยไปจนถึงเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน ฝึกอย่างนี้จนเป็นวสี

(๕) ฌานปฏิโลมโต เข้าย้อนลำดับของฌาน ตั้งต้นที่เนวสัญญานาสัญญายตนฌานแล้วย้อนทวนมา อากิญจัญญายตนฌาน วิญญาณัญจายตนฌาน ทวนมาถึงต้นจนถึง ปฐมฌาน จนกว่าจะเป็นวสี

(๖) ฌานานุโลมปฏิโลมโต เข้าตามลำดับฌาน และย้อนลำดับฌาน คือ ทำอย่าง (๔) หนึ่งเที่ยว จบแล้วทำอย่าง (๕) หนึ่งเที่ยว แล้วทำ (๔), (๕), (๔), (๕), อย่างละเที่ยวสลับกันไป จนกว่าจะเป็น

สิ่งที่สำคัญที่สุดของทิพยจักษุ ::
ทิพยจักษุ ต้องใช้แสงสว่างเป็นตัวกำหนดนิมิต
ดังนั้น ผู้จะปฏิบัติทิพยจักษุ จะต้องมีอารมณ์กสิณ เป็นพื้นฐาน เพราะ
กสิณ แปลว่า เครื่องยังให้เกิดแสงสว่าง
กสิณ ทำให้เกิด อัปปมัญญา(แผ่ไปทั่วสกลจักรวาลไร้ขีดจำกัด)
แสงกสิณ > แสงอัปปมัญญา > แสงแห่งปัญญา
หากไม่รู้จักแสงแห่งกสิณ ก็ไม่อาจรู้จักแสงแห่งปัญญา ดังมีพุทธพจน์ทรงตรังไว้ว่า
นตฺถิ ปญฺญา สมาอาภา แสงสว่างเสมอด้วยปัญญาไม่มี ฉนี้ฯ

Kuru Rin Po Chae
8 Mar 2569

By admin

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *