ในสมัยพุทธกาล พระภิกษุในเชตวันวิหาร ผู้ปฏิบัติตามพุทธวิถีบรรลุขั้นธาตุกุศลตาบุคคล จึงได้กระทำติโลกภาพไปเสวนาธรรมกับเทพยดาบนสรวงสวรรค์ และเกิดคำถามสำคัญขึ้นว่า “อะไร คือ มงคลสูงสุด ของมนุษย์และเทพยดาทั้งหลาย ?” ปวงเทพยดาทุกชั้นฟ้าต่างก็ปุจฉาวิสัชนาตามหัวข้อธรรมที่สดับจากพระบรมศาสดา แต่ก็ไม่เป็นที่สรุปได้ จึงพากันลงจากสรวงสวรรค์ มาเข้าเฝ้าพระพุทธองค์ให้ทรงวินิจฉัย ว่า “ธรรมใด อันประเสริฐสุด ของมนุษย์และเทวดา” พระพุทธองค์จึงทรงแสดงธรรม อันเป็นสุดยอดแห่งมนุษย์และเทวดา มีความสำคัญ เป็นข้อแรก ของ “มงคล ๓๘” สืบมานับแต่นั้นจวบจนปัจจุบัน

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ และ พระสูตร สุตตนิบาต
คาถาที่ ๑
อเสวนา จ พาลานํ ปณฺฑิตานญฺจ เสวนา
ปูชา จ ปูชเนยฺยานํ เอตมฺมงฺคลมุตฺตมํ
การไม่คบคนชั่ว คนพาลเป็นมิตร ๑
การคบบัณฑิต ๑
การบูชาบุคคลผู้ที่ควรบูชา ๑
๓ ประการนี้เป็นมงคลอันสูงสุด

มงคลข้อที่ ๑. การไม่คบคนชั่ว คนพาลเป็นมิตร

การคบ หมายถึง การเป็นเพื่อน เป็นมิตร เป็นสามีภรรยา การไปมาหาสู่การปฏิบัติคำสอน ทำกิจกรรมร่วมกัน การช่วยเหลือสนับสนุนเป็นต้น

คนพาล คือ คนชั่ว(ปรสิตParasite) ไม่รู้จักบุญคุณคน ไม่รู้จักชั่วเลว บาป บุญ ไม่รู้จักสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่ครอบครัว สังคม ประเทศชาติ เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน ไม่สนใจใตรจะพินาศย่อยยับ ขอให้ตนเองได้ประโยชน์ที่ต้องการ พร้อมเอาเปรียบ และ ทำลายผู้ให้ความช่วยเหลือ อุปถัมภ์ยามยาก ได้ทุกเมื่อ มีชีวิตอยู่แต่เพียงลมหายใจเข้าออกเท่านั้น ส่วนคนเรียนจบมีปริญญาสูง ๆ แต่ประพฤติผิดศีลธรรม ก็เรียกว่า คนพาล เช่นกัน

วิธีสังเกตดูว่าคนไหนเป็น “ปรสิต” มีหลักดังนี้ ::

ชอบทำชั่ว (กายทุจริต) เช่น การทำปาณาติบาต การลักทรัพย์ คอร์รัปชัน ประพฤติผิดในกาม เสพยาเสพติด และดื่มน้ำเมา
ชอบพูดชั่ว (วจีทุจริต) เช่น กล่าวคำเท็จ คำหยาบ คำส่อเสียด และพูดเพ้อเจ้อ
ชอบคิดชั่ว (มโนทุจริต) เช่น คิดอยากได้สิ่งของคนอื่นคิดพยาบาทปองร้าย มีความเห็นผิด

คนพาลจะชักนำคนที่คบหาด้วยไปในทางที่ผิด เช่น เล่นการพนัน เสพยาเสพติด ปล้น และฆ่า สอนให้เห็นผิดเป็นชอบ ให้ทำในสิ่งที่ไม่ใช่ธุระคนพาลแม้พูดดีด้วยก็โกรธ ไม่รู้จักระเบียบวินัย สมดังสุภาษิตไทยว่า คบคนพาล พาลพาไปหาผิด คบบัณฑิต บัณฑิตพาไปหาผล

การคบคนชั่ว คนพาล จึงมีแต่นำความฉิบหายความเสื่อมเสียมาให้ เสมือนใบไม้ที่สะอาดนำมาห่อปลาเน่า ใบไม้จะเหม็นปลาเน่าไปด้วย ไม่เพียงแต่คน แม้แต่สัตว์ และ พืช ก็เป็นเช่นนั้น

คือ ถ้าให้คนเลี้ยงม้าซึ่งเป็นคนพิการ ที่มีลักษณะเดินขากะเผลก เป็นครูฝึกม้าเดินนำหน้าม้าทุกวัน ไนไม่ช้าม้าทั้งฝูงที่ฝึก ก็จำจะเดินเป็นม้าพิการ ขากะเผลกตามไปด้วย เพราะม้าเข้าใจว่า คนเลี้ยงสอนให้มันเดินอย่างนั้น

ในกรณีของพืช เช่นต้นมะม่วงมีผลรสอร่อย ถ้าปลูกต้นไม้มีรสขม เช่น สะเดา หรือ บอระเพ็ดเลื้อยพันต้นมะม่วง เมื่อมะม่วงออกผล รสของผลมะม่วงจะขมดั่งบรเพ็ดตามไปด้วย เพราะรากของต้นมะม่่วงไม้เหล่านั้นเกี่ยวพันกัน

อนึ่ง ถ้าคนชั่วพาลเป็นบิดามารดา ญาติสนิทมิตรสหายถ้าจะคบหาเป็นมิตรสหาย ต้องคบด้วยความระมัดระวัง มิฉะนั้นตนเองจะเปลี่ยนนิสัย กลายเป็นทุรชนไปด้วย

องค์สมเด็จพระบรมศาสนา สัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านได้ตรัสพระคาถานี้ไว้ ในคราวที่ตรัสสอนพระฉันนะเถระ ว่า

น ภเช ปาปเก มิตฺเต น ภเช ปุริสาธเม
ภเชถ มิตฺเต กลฺยาเณ ภเชถ ปุริสุตฺตเม

บุคคลผู้มีปัญญาไม่พึงคบพวกบาปมิตร ไม่พึงคบพวกบุรุษผู้ตํ่าทราม
พึงคบกัลยาณมิตร พึงคบบุรุษผู้สูงสุด

ดังนั้น การไม่คบคนชั่ว คนพาลเป็นมิตร คือ การไม่เกี่ยวข้องโดยประการทั้งปวง ด้วยเหตุดั่งนี้ พระพุทธองค์จึงทรงยกเป็นมงคลข้อแรก อันสำคัญยิ่ง ของมนุษย์และเทวดาทั้งหลาย

อันเพื่อนดี มีหนึ่ง ถึงจะน้อย
ดีกว่าร้อย เพื่อนคิด ริษยา
หนึ่งน้ำจืด หยดน้อย ด้อยราคา
ยังดีกว่า น้ำเค็ม เต็๋มทะเล

Kuru Rin Po Chae
4 Apr 2026
02:24:52

By admin

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *