รามเกียรติ์ ฉบับฮินดู หลัง พุทธศักราช 600
::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::
ศาสนาฮินดู ตั้งขึ้นโดยศังการพรมหมณ์ หลัง พุทธศักราช 600
รามเกียรติ์นั้นปรากฏเป็นหลักฐาน อยู่ในพระสุตันตปิฏก อันเป็นเรื่องราวของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในอดิตชาติ ชัดเจน ก่อนมีการตั้งศาสนาฮินดู
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๗ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๙
ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑
๗. ทสรถชาดก
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวันมหาวิหาร ทรงพระปรารภกุฎุมพีผู้บิดาตายแล้วคนหนึ่ง จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า เอถ ลกฺขณสีตา จ ดังนี้.
ในอดีตกาล พระเจ้าทสรถมหาราชทรงละความถึงอคติ เสวยราชสมบัติโดยธรรมในกรุงพาราณสี พระอัครมเหสีผู้เป็นใหญ่กว่าสตรี ๑๖,๐๐๐
นางของท้าวเธอ ประสูติพระโอรส ๒ พระองค์ พระธิดา ๑ พระองค์
พระโอรสองค์ใหญ่ทรงพระนามว่า รามบัณฑิต
องค์น้องทรงพระนามว่า ลักขณกุมาร
พระธิดาทรงพระนามว่า สีดาเทวี.
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวันมหาวิหาร ทรงพระปรารภกุฎุมพีผู้บิดาตายแล้วคนหนึ่ง จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า เอถ ลกฺขณสีตา จ ดังนี้.
ในอดีตกาล พระเจ้าทสรถมหาราชทรงละความถึงอคติ เสวยราชสมบัติโดยธรรมในกรุงพาราณสี พระอัครมเหสีผู้เป็นใหญ่กว่าสตรี ๑๖,๐๐๐
นางของท้าวเธอ ประสูติพระโอรส ๒ พระองค์ พระธิดา ๑ พระองค์
พระโอรสองค์ใหญ่ทรงพระนามว่า รามบัณฑิต
องค์น้องทรงพระนามว่า ลักขณกุมาร
พระธิดาทรงพระนามว่า สีดาเทวี.
ครั้นจำเนียรกาลนานมา พระอัครมเหสีสิ้นพระชนม์ พระราชาเมื่อพระนางสิ้นพระชนม์แล้ว ทรงถึงอำนาจแห่งความเศร้าโศกตลอดกาลนาน หมู่อำมาตย์ช่วยกันกราบทูลให้ทรงสร่าง ทรงกระทำการบริหารที่ควรกระทำแก่พระนางแล้ว ทรงตั้งสตรีอื่นไว้ในตำแหน่งอัครมเหสีพระนางเป็นที่รัก เป็นที่จำเริญพระหฤทัยของพระราชา.
ครั้นกาลต่อมา แม้พระนางก็ทรงพระครรภ์ ทรงได้รับพระราชทานเครื่องครรภ์บริหาร จึงประสูติพระราชโอรส. พระประยูรญาติขนานพระนามพระโอรสนั้นว่า ภรตกุมาร.
พระราชาตรัสว่า แน่ะนางผู้เจริญ ฉันขอให้พรแก่เธอ เธอจงรับเถิด ด้วยทรงพระเสน่หาในพระโอรส.
พระนางทรงเฉยเสีย ทำทีว่าทรงรับแล้ว จนพระกุมารมีพระชนมายุได้ ๗-๘ พรรษา จึงเข้าไปเฝ้าพระราชา กราบทูลว่า พระทูลกระหม่อม พระองค์พระราชทานพระพรไว้แก่บุตรของกระหม่อมฉัน บัดนี้ ขอทรงพระกรุณาโปรดพระราชทานพระพรนั้นแก่เธอ
เมื่อพระราชาตรัสว่ารับเอาเถิด นางผู้เจริญ จึงกราบทูลว่า ข้าแต่พระทูลกระหม่อม ขอพระองค์โปรดทรงพระกรุณาพระราชทานราชสมบัติแก่บุตรของกระหม่อมฉันเถิด พระเจ้าข้า.
พระราชาทรงตบพระหัตถ์ตรัสขู่ว่า เจ้าจงย่อยยับเสียเถอะ นางถ่อย บุตรของข้า ๒ คน กำลังรุ่งเรืองเหมือนกองเพลิง เจ้าจะให้ข้าฆ่าเขาทั้ง ๒ คนเสียแล้ว ขอราชสมบัติให้ลูกของเจ้า.
พระนางตกพระทัย เสด็จเข้าสู่พระตำหนักอันทรงสิริ ถึงในวันอื่นๆ เล่าก็คงทูลขอราชสมบัติกับพระราชาเนืองๆ ทีเดียว.
พระราชาครั้นไม่พระราชทานพระพรแก่พระนาง จึงทรงพระดำริว่า ขึ้นชื่อว่ามาตุคามเป็นคนอกตัญญู มักทำลายมิตร นางนี้พึงปลอมหนังสือหรือจ้างคนโกงๆ ฆ่าลูกทั้ง ๒ ของเราเสียได้.
พระองค์จึงตรัสสั่งให้พระราชโอรสทั้ง ๒ เข้าเฝ้า ตรัสความนั้นมีพระดำรัสว่า พ่อเอ๋ย อันตรายคงจักมีแก่พวกเจ้าผู้อยู่ ณ ที่นี้ เจ้าทั้งหลายจงพากันไปสู่แดนแห่งสามันตราช หรือสู่ราวป่า พากันมาก็ต่อเมื่อพ่อตายแล้ว ยึดเอาราชสมบัติของตระกูลเถิด ดังนี้ แล้วรับสั่งให้พวกโหราจารย์เข้าเฝ้าอีก ตรัสถามกำหนดพระชนมายุของพระองค์ ทรงสดับว่าจักยั่งยืนไปตลอด ๑๒ ปีข้างหน้า จึงตรัสว่า พ่อเอ๋ย โดยล่วงไป ๑๒ ปีถัดจากนี้ พวกเจ้าจงพากันมาให้มหาชนยกฉัตรถวาย.
พระราชโอรสเหล่านั้นกราบทูลว่า ดีแล้วพระเจ้าข้า พากันถวายบังคมพระราชบิดา ทรงพระกันแสงเสด็จลงจากพระปราสาท. พระนางสีดาเทวีทรงพระดำริว่า ถึงเราก็จักไปกับพี่ทั้งสอง ถวายบังคมพระราชบิดา ทรงพระกันแสงเสด็จออก. กษัตริย์ทั้งสามพระองค์นั้นแวดล้อมไปด้วยมหาชนออกจากพระนคร ทรงให้มหาชนพากันกลับ เสด็จเข้าสู่หิมวันตประเทศโดยลำดับ สร้างอาศรม ณ ประเทศอันมีน้ำและมูลผลาผลสมบูรณ์ ทรงเลี้ยงพระชนมชีพด้วยผลาผล พากันประทับอยู่แล้ว.
ฝ่ายพระลักขณบัณฑิตและพระนางสีดาได้ทูลขอร้องพระรามบัณฑิตรับปฏิญญาว่า พระองค์ดำรงอยู่ในฐานะแห่งพระราชบิดาของหม่อมฉัน เหตุนั้นเชิญประทับประจำ ณ อาศรมบทเท่านั้นเถิด หม่อมฉันทั้งสองจักนำผลาผลมาบำรุงเลี้ยงพระองค์.
จำเดิมแต่นั้นมา พระรามบัณฑิตคงประทับประจำ ณ อาศรมบทนั้นเท่านั้น. พระลักขณบัณฑิตและพระนางสีดาพากันหาผลาผลมาปรนนิบัติพระองค์.
เมื่อกษัตริย์ทั้งสามพระองค์นั้น ทรงเลี้ยงพระชนมชีพอยู่ด้วยผลาผลอย่างนี้ พระเจ้าทสรถมหาราชเสด็จสวรรคตลงในปีที่ ๙ เพราะทรงเศร้าโศกถึงพระราชโอรส. ครั้นจัดการถวายพระเพลิงพระบรมศพของพระเจ้าทสรถมหาราชเสร็จแล้ว พระเทวีมีพระดำรัสให้พวกอำมาตย์ถวายพระเศวตฉัตรแด่พระภรตกุมารผู้โอรสของตน. แต่พวกอำมาตย์ทูลว่า เจ้าของเศวตฉัตรยังอยู่ในป่า ดังนี้แล้วจึงไม่ยอมถวาย.
พระภรตกุมารตรัสว่า เราจักเชิญพระรามบัณฑิตผู้เป็นพระภาดามาจากป่า ให้ทรงเฉลิมพระเศวตฉัตร ทรงถือเครื่องราชกกุธภัณฑ์ ๕ อย่างพร้อมด้วยเสนา ๔ เหล่าบรรลุถึงที่ประทับของพระรามบัณฑิตนั้น ให้ตั้งค่ายพักแรมอยู่ ณ ที่อันไม่ไกล เสด็จเข้าไปสู่อาศรมบทกับอำมาตย์ ๒-๓ นาย ในเวลาที่พระลักขณบัณฑิตและพระนางสีดาเสด็จไปป่า เข้าเฝ้าพระรามบัณฑิตผู้ปราศจากความระแวง ประทับนั่งอย่างสบาย ประหนึ่งรูปทองคำที่ตั้งไว้ ณ ประตูอาศรมบท ถวายบังคม ประทับยืน ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง กราบทูลข่าวของพระราชาแล้ว ก็ทรงฟุบลงแทบพระบาททั้งคู่ ทรงพระกันแสงพร้อมกับเหล่าอำมาตย์.
พระรามบัณฑิตมิได้ทรงเศร้าโศกเลย มิได้ทรงพระกันแสงเลย แม้เพียงอาการผิดปกติแห่งอินทรีย์ ก็มิได้มีแก่พระองค์เลย ก็แลในเวลาที่พระภรตะทรงพระกันแสงประทับนั่ง เป็นเวลาสายัณหสมัย พระลักขณบัณฑิตและพระนางสีดาทั้งสองพระองค์ ทรงพากันถือผลาผลเสด็จมาถึง.
พระรามบัณฑิตทรงดำริว่า เจ้าลักขณะและแม่สีดายังเป็นเด็ก ยังไม่มีปรีชากำหนดถี่ถ้วนเหมือนเรา ได้รับบอกเล่าว่า บิดาของเธอสวรรคตแล้วโดยรวดเร็ว เมื่อไม่อาจจะยับยั้งความเศร้าโศกไว้ได้ แม้หัวใจของเธอก็อาจแตกไปได้ เราต้องใช้อุบายให้เจ้าลักขณะและแม่สีดาจงไปแช่น้ำแล้วให้ได้ฟังข่าวนั้น.
ลำดับนั้น ทรงชี้แอ่งน้ำแห่งหนึ่งข้างหน้าแห่งกษัตริย์ทั้งสองพระองค์นั้น ตรัสว่า เจ้าทั้งสองมาช้านัก นี่เป็นทัณฑกรรมของเจ้า เจ้าจงลงไปแช่น้ำยืนอยู่ ดังนี้แล้ว จึงตรัสกึ่งพระคาถาว่า
มานี่แน่ะเจ้าลักขณะและนางสีดาทั้งสอง จงมาลงน้ำ.
คำอันเป็นคาถานั้น มีอธิบายว่า มานี่แน่ะเจ้าลักขณะและนางสีดา จงพากันมา จงลงสู่น้ำทั้งสองคน.
พระลักขณะและพระนางสีดาทั้งสองพระองค์นั้น พากันเสด็จลงไปประทับยืนอยู่ ด้วยพระดำรัสครั้งเดียวเท่านั้น. ลำดับนั้น พระรามบัณฑิต เมื่อจะทรงบอกข่าวแห่งพระราชบิดาแก่กษัตริย์ทั้ง ๒ พระองค์นั้น
จึงตรัสกึ่งคาถาที่เหลือว่า
พ่อภรตะนี้ กล่าวอย่างนี้ว่า พระราชาทสรถสวรรคตเสียแล้ว.
พระลักขณะและพระนางสีดาทั้งสองพระองค์นั้นพอได้สดับข่าวว่า พระราชบิดาสวรรคตเท่านั้นก็พากันวิสัญญีสลบไป. พระรามบัณฑิตตรัสบอกซ้ำอีก ก็พากันสลบไปอีก.
หมู่อำมาตย์ช่วยกันอุ้มกษัตริย์ทั้งสองพระองค์อันทรงถึงวิสัญญีภาพไปถึงสามครั้งด้วยอาการอย่างนี้ ขึ้นจากน้ำ ให้ประทับนั่งบนบก.
เมื่อเธอทั้งสองได้ลมอัสสาสปัสสาสะแล้ว ทุกพระองค์ต่างก็ประทับนั่ง ทรงพระกันแสงคร่ำครวญกันเรื่อย. ครั้งนั้น พระภรตกุมารทรงพระดำริว่า พระภาดาของเรา ลักขณกุมารและพระภคินีสีดาเทวีของเรา สดับข่าวว่า พระทสรถสวรรคตเสียแล้วมิอาจจะยับยั้งความเศร้าโศกไว้ได้ แต่พระรามบัณฑิตมิได้ทรงเศร้าโศก มิได้ทรงคร่ำครวญเลย อะไรเล่าหนอ เป็นเหตุแห่งความไม่เศร้าโศกของพระองค์ ต้องถามพระองค์ดู.
เมื่อท้าวเธอจะตรัสถามพระองค์ จึงตรัสพระคาถาที่ ๒ ว่า
พี่รามบัณฑิต ด้วยอานุภาพอะไร เจ้าพี่จึงไม่เศร้าโศก ถึงสิ่งที่ควรเศร้าโศก ความทุกข์มิได้ครอบงำพี่เพราะได้สดับว่า พระราชบิดาสวรรคตเล่า.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปภาเวน แปลว่า ด้วยอานุภาพ.
บทว่า น ตํ ปสหเต ทุกฺขํ ความว่า ความทุกข์เห็นปานนี้ เหตุไรจึงไม่บีบคั้นพี่ได้เลย อะไรเป็นเครื่องบังคับมิให้พี่เศร้าโศกเลย โปรดแจ้งแก่หม่อมฉันก่อน.
ลำดับนั้น พระรามบัณฑิต เมื่อจะแสดงเหตุที่บังคับมิให้พระองค์ทรงเศร้าโศกแก่พระกุมารภรตะนั้น จึงตรัสว่า
คนเราไม่สามารถจะรักษาชีวิตที่คนเป็นอันมากพร่ำเพ้อถึง นักปราชญ์ผู้รู้แจ้งจะทำตนเพื่อให้เดือดร้อนเพื่ออะไรกัน.
ทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่ ทั้งพาลทั้งบัณฑิต ทั้งคนมั่งมีทั้งคนยากจน ล้วนบ่ายหน้าไปหามฤตยูทั้งนั้น.
ผลไม้ที่สุกแล้ว ก็พลันแต่จะหล่นลงเป็นแน่ฉันใด สัตว์ทั้งหลายเกิดมาแล้ว ก็พลันแต่จะตายเป็นแน่ฉันนั้น.
เวลาเช้าเห็นกันอยู่มากคน พอถึงเวลาเย็นบางคนก็ไม่เห็นกัน เวลาเย็นเห็นกันอยู่มากคน พอถึงเวลาเช้าบางคนก็ไม่เห็นกัน.
ถ้าผู้ที่คร่ำครวญหลงเบียดเบียนตนอยู่ จะพึงได้รับประโยชน์สักเล็กน้อยไซร้ บัณฑิตผู้มีปรีชาก็จะพึงทำเช่นนั้นบ้าง.
ผู้เบียดเบียนตนของตนอยู่ ย่อมซูบผอม ปราศจากผิวพรรณ สัตว์ผู้ละไปแล้วไม่ได้ช่วยคุ้มครองรักษา ด้วยการร่ำไห้นั้นเลย การร่ำไห้ไร้ประโยชน์.
คนฉลาดพึงดับไฟที่ไหม้เรือนด้วยน้ำฉันใด คนผู้เป็นนักปราชญ์ได้รับการศึกษามาดีแล้ว มีปัญญาเฉลียวฉลาด พึงรีบกำจัดความเศร้าโศกที่เกิดขึ้นโดยพลัน เหมือนลมพัดปุยนุ่นฉะนั้น.
คนๆ เดียวเท่านั้นตายไป คนเดียวเท่านั้น เกิดในตระกูล ส่วนการคบหากันของสรรพสัตว์ มีการเกี่ยวข้องกันเป็นอย่างยิ่ง.
เพราะเหตุนั้นแล ความเศร้าโศกแม้จะมากมาย ก็ไม่ทำจิตใจของนักปราชญ์ผู้เป็นพหูสูต มองเห็นโลกนี้และโลกหน้า รู้ทั่วถึงกรรมให้เร่าร้อนได้.
เราจักให้ยศ และโภคสมบัติ แก่ผู้ที่ควรจะได้ จักทะนุบำรุงภริยา ญาติทั้งหลาย และคนที่เหลือ นี้เป็นกิจของบัณฑิตผู้ปรีชา.
พระรามบัณฑิต ได้ประกาศถึงอนิจจตาด้วยคาถา ๖ คาถา เหล่านี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปาเลตุํ ได้แก่ เพื่อจะรักษา.
บทว่า ลปตํ ได้แก่ ผู้บ่นเพ้ออยู่ ท่านกล่าวคำอธิบายไว้ดังนี้ว่า พ่อภรตะเอ๋ย ชีวิตของสัตว์ทั้งหลาย บรรดาที่พากันร่ำไห้ถึงกันมากมาย แม้สักคนเดียวก็มิอาจจะรักษาไว้ได้ว่า อย่าขาดไปเลยนะ บัดนี้ผู้เช่นเรานั้นรู้โลกธรรมทั้ง ๘ ประการโดยความเป็นจริง ชื่อว่าวิญญูชน มีความหลักแหลมเป็นบัณฑิต ในเมื่อเหล่าสัตว์ผู้มีชีวิตมีความตายเป็นที่สุด ตายไปแล้ว จะยังตนให้เข้าไปเดือดร้อนเพื่ออะไรกัน คือเหตุไรจึงจะแผดเผาตนด้วยความทุกข์ของตนอันหาอุปการะมิได้.
คาถาว่า ทหรา จ เป็นต้นมีอธิบายว่า พ่อภรตะเอ๋ย ขึ้นชื่อว่ามฤตยูนี้ มิได้ละอายต่อคนหนุ่มผู้เช่นกับรูปทองคำมีขัตติยกุมารเป็นต้นเลย และมิได้เกรงขามต่อมหาโยธาทั้งหลายผู้ถึงความเจริญโดยคุณ มิได้เกรงกลัวเหล่าสัตว์ผู้สันดานหนาเป็นพาล มิได้ยำเกรงปวงบัณฑิตมีพระพุทธเจ้าเป็นต้น มิได้หวั่นเกรงมวลอิสริยชนมีพระเจ้าจักรพรรดิเป็นต้น มิได้อดสูต่อคนขัดสนไม่เว้นตัวฝูงสัตว์เหล่านี้ แม้ทั้งหมดล้วนบ่ายหน้าไปหามฤตยู พากันย่อยยับแหลกลาญที่ปากแห่งความตายทั้งนั้นแหละ
บทว่า ปตนโต ได้แก่ โดยการตกไป. มีอธิบายว่า ดูก่อนพ่อภรตะเอ๋ย เปรียบเหมือนผลไม้อันสุกแล้ว ตั้งแต่เวลาที่สุกแล้วไป ก็มีแต่จะรอเวลาร่วงหล่น ว่าจะพรากจากขั้วหล่นลงบัดนี้ หล่นลงเดี๋ยวนี้ คือผลไม้เหล่านั้นมีแต่จะคอยระแวงอยู่อย่างนี้ว่า ความหวั่นที่จะต้องหล่นเป็นการแน่นอนเที่ยงแท้ มีแต่เรื่องนั้นถ่ายเดียวเท่านั้นฉันใด แม้ฝูงสัตว์ที่ต้องตายที่เกิดมาแล้วก็ฉันนั้น หวั่นเกรงแต่ที่จะตายถ่ายเดียวเท่านั้น ขณะหรือครู่ที่ฝูงสัตว์เหล่านั้นจะไม่ต้องระแวงความตายนั้นไม่มีเลย.
บทว่า สายํ แปลว่า ในเวลาเย็น. ด้วยบทว่า สายํ นี้ ท่านแสดงถึงการที่ไม่ปรากฏของผู้ที่เห็นกันอยู่ในเวลากลางวัน ในเวลากลางคืน และของสัตว์ผู้เห็นกันอยู่ในเวลากลางคืน ในเวลากลางวัน.
บทว่า กิญฺจิทตฺถํ ความว่า ถ้าคนเราคร่ำครวญอยู่ด้วยคิดว่า พ่อของเรา ลูกของเรา ดังนี้เป็นต้น หลงใหลเบียดเบียนตนอยู่ ให้ตนลำบากอยู่ จะพึงนำประโยชน์มาแม้สักหน่อย.
บทว่า กยิรา เจ นํ วิจกฺขโณ ความว่า เมื่อเป็นเช่นนั้น บุรุษผู้เป็นบัณฑิตพึงร่ำไห้เช่นนั้น แต่เพราะผู้ร่ำไห้อยู่ ไม่สามารถจะนำผู้ตายแล้วมาได้ หรือสามารถจะทำความเจริญอื่นๆ แก่ผู้ตายแล้วนั้นได้ เหตุนั้นจึงเป็นกิริยาที่ไร้ประโยชน์ แก่ผู้ที่ถูกร่ำไห้ถึง บัณฑิตทั้งหลายจึงไม่ร่ำไห้.
บทว่า อตฺตานมตฺตโน ความว่า ผู้ร่ำไห้กำลังเบียดเบียนอัตภาพของตน ด้วยทุกข์คือความโศกและความร่ำไห้.
บทว่า น เตน ความว่า ด้วยความร่ำไห้นั้น ฝูงสัตว์ผู้ไปปรโลกแล้ว ย่อมจะคุ้มครองไม่ได้ จะยังตนให้เป็นไม่ได้เลย.
บทว่า นิรตฺถา ความว่า เพราะเหตุนั้น การร่ำไห้ถึงฝูงสัตว์ผู้ตายไปแล้วเหล่านั้นจึงเป็นกิริยาที่หาประโยชน์มิได้.
บทว่า สรณํ ได้แก่ เรือนเป็นที่อยู่อาศัย ท่านกล่าวคำอธิบายนี้ไว้ว่า บุรุษผู้เป็นบัณฑิต เมื่อเรือนถูกไฟไหม้ ก็ไม่ต้องตกใจแม้สักครู่ รีบดับเสียด้วยน้ำตั้งพันหม้อทันทีฉันใด ธีรชนก็ฉันนั้น พึงดับความโศกที่เกิดขึ้นแล้วโดยทันทีทีเดียว กำจัดปัดเป่าเสียโดยวิธีที่ความโศกจะไม่อาจตั้งอยู่ได้ เหมือนลมพัดปุยนุ่นฉะนั้น.
ในบทว่า เอโกว มจฺโจ มีอธิบายดังต่อไปนี้
พ่อภรตะเอ๋ย ฝูงสัตว์เหล่านี้ชื่อว่ามีกรรมเป็นของของตน สัตว์ผู้ไปสู่ปรโลกจากโลกนี้ ผู้เดียวจากฝูงสัตว์เหล่านั้น ล่วงไปผ่านไป แม้เมื่อเกิดในตระกูลมีกษัตริย์เป็นต้น ผู้เดียวเท่านั้นไปเกิด. ส่วนความร่วมคบหากันของสัตว์ทั้งปวงในที่นั้นๆ มีการเกี่ยวข้องกันนั้นว่า ผู้นี้เป็นบิดาของเรา ผู้นี้เป็นมารดาของเรา ผู้นี้เป็นญาติมิตรของเรา ดังนี้ด้วยอำนาจที่เกี่ยวข้องกันทางญาติ ทางมิตรเท่านั้นเป็นอย่างยิ่ง แต่เมื่อว่าโดยปรมัตถ์ ฝูงสัตว์เหล่านี้ ในภพทั้ง ๓ มีกรรมเป็นของของตนทั้งนั้น.
บทว่า ตสฺมา ความว่า เพราะเว้นความเกี่ยวข้องทางญาติ ทางมิตร อันเป็นเพียงการคบหากันของสัตว์เหล่านี้เสียแล้ว ต่อจากนั้นย่อมเป็นอื่นไปไม่ได้ ฉะนั้น.
บทว่า สมฺปสฺสโต ได้แก่ เห็นโลกนี้และโลกหน้า อันมีความพลัดพรากจากกันเป็นสภาวะโดยชอบ.
บทว่า อญฺญาย ธมฺมํ ได้แก่ เพราะรู้โลกธรรม ๘ ประการ.
บทว่า หทยํ มนญฺจ นี้ ทั้งสองบท เป็นชื่อของจิตนั่นเอง.
ท่านกล่าวคำอธิบายไว้ดังนี้ว่า
โปฏฐปาทะเอ๋ย ธรรมในมวลมนุษย์เหล่านี้ คือมีลาภ ไม่มีลาภ มียศ ไม่มียศ นินทา สรรเสริญ สุขและทุกข์ เป็นของไม่เที่ยง เธออย่าเศร้าโศก เธอจะเศร้าโศกไปทำไม ดังนี้.
ความเศร้าโศกแม้จะใหญ่หลวง ซึ่งมีบุตรที่เป็นที่รักตายไปเป็นวัตถุ ย่อมปรากฏทางจิต ด้วยโลกธรรม ๘ ประการอย่างใดอย่างหนึ่งนี้ และย่อมไม่แผดเผาหทัยของธีรชนผู้ดำรงอยู่ เพราะได้รู้ถึงสภาวธรรมอันนั้นว่าเป็นของไม่เที่ยง.
อีกนัยหนึ่ง พึงเห็นความในข้อนี้ อย่างนี้ว่า ความเศร้าโศกแม้ว่าจะใหญ่หลวงก็จะแผดเผาหทัยวัตถุ และใจของธีรชนไม่ได้ เพราะมาทราบโลกธรรม ๘ ประการนี้.
บทว่า โสหํ ยสญฺจ โภคญฺจ ความว่า พ่อภรตะเอ๋ย การร้องไห้ร่ำไห้เหมือนของพวกคนอันธพาลไม่สมควรแก่เราเลย แต่เราเมื่อพระราชบิดาล่วงลับไป ดำรงอยู่ในฐานะของพระองค์นั่นแล จะให้ทานแก่คนที่ควรให้ มีพวกคนกำพร้าเป็นต้น ให้ตำแหน่งแก่ผู้ที่ควรให้ตำแหน่ง ให้ยศแก่ผู้ที่ควรจะให้ยศ บริโภคอิสริยยศโดยนัยที่พระราชบิดาของเราทรงบริโภค ทรงเลี้ยงหมู่ญาติ จะคุ้มครองคนที่เหลือ คือคนภายในและคนที่เป็นบริวาร จักกระทำการปกป้องและคุ้มครองกันโดยธรรมแก่สมณะและพราหมณ์ผู้ทรงธรรม เพราะทั้งนี้เป็นกิจอันสมควรของผู้รู้ คือผู้เป็นบัณฑิต.
ฝูงชนฟังธรรมเทศนาอันประกาศความไม่เที่ยงของพระรามบัณฑิตนี้แล้ว พากันสร่างโศก. ต่อจากนั้น พระภรตกุมารบังคมพระรามบัณฑิตทูลว่า เชิญพระองค์ทรงรับราชสมบัติในพระนครพาราณสีเถิด. ดูก่อนพ่อ ท่านจงพาพระลักขณ์และสีดาเทวีไปครองราชสมบัติกันเถิด.
ทูลถามว่า ก็พระองค์เล่า พระเจ้าข้า.
ตรัสว่า พ่อเอ๋ย พระบิดาของฉันได้ตรัสไว้กะฉันว่า ต่อล่วง ๑๒ ปี เจ้าค่อยมาครองราชสมบัติ เมื่อฉันจะไป ณ บัดนี้เล่า ก็เป็นอันไม่ชื่อว่าไม่กระทำตามพระดำรัสของพระองค์ แต่ครั้นพ้นจาก ๓ ปี อื่นไปแล้ว ฉันจักยอมไป.
ทูลถามว่า ตลอดกาลเพียงนี้ ใครจักครองราชสมบัติเล่า. พวกเธอครองซิ.
ทูลว่า หากหม่อมฉันไม่ครอง.
ตรัสว่า ถ้าเช่นนั้นรองเท้าคู่นี้จักครองจนกว่าฉันไปแล้วทรงถอดฉลองพระบาททำด้วยหญ้าของพระองค์ประทานให้. กษัตริย์ทั้งสามพระองค์รับฉลองพระบาท บังคมพระรามบัณฑิต แวดล้อมด้วยมหาชน เสด็จไปสู่พระนครพาราณสี. ฉลองพระบาทครองราชสมบัติตลอด ๓ ปี. พวกอำมาตย์พากันวางฉลองพระบาทหญ้าเหนือราชบังลังก์ แล้วพากันตัดสินคดี. ถ้าตัดสินไม่ดีฉลองพระบาทก็กระทบกัน ด้วยสัญญานั้นต้องพากันตัดสินใหม่ เวลาที่ตัดสินชอบแล้ว ฉลองพระบาทปราศจากเสียงและคงเงียบอยู่.
ต่อนั้นสามปี พระรามบัณฑิตจึงเสด็จออกจากป่าบรรลุถึงพระนครพาราณสี เสด็จเข้าสู่พระราชอุทยาน. พระกุมารทั้งหลายทรงทราบความที่พระองค์เสด็จมา มีหมู่อำมาตย์แวดล้อมเสด็จไปพระอุทยาน ทรงกระทำนางสีดาเป็นอัครมเหสีแล้วอภิเษกทั้งคู่.
พระมหาสัตว์ทรงปราบดาภิเษกแล้ว ประทับเหนือราชรถอันอลงกต เสด็จเข้าสู่พระนครด้วยบริวารขบวนใหญ่ ทรงเลียบพระนครแล้วเสด็จขึ้นสู่ท้องพระโรงแห่งพระสุนันทนปราสาท. ตั้งแต่นั้น ทรงครองราชสมบัติโดยธรรมตลอดหมื่นหกพันปี ในเวลาสิ้นพระชนมายุ ทรงยังเมืองสวรรค์ให้เนืองแน่นแล้ว.
อภิสัมพุทธคาถานี้ว่า
พระเจ้ารามผู้มีพระศอดุจกลองทอง มีพระพาหาใหญ่ ทรงครอบครองราชสมบัติอยู่ตลอด ๑๖,๐๐๐ ปีดังนี้ ย่อมประกาศเนื้อความนั้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กมฺพุคิโว ความว่า มีพระศอ เช่นกับแผ่นทองคำ.
จริงอยู่ ทองคำเรียกว่า กัมพุ.
พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประกาศสัจจะ ในเวลาจบสัจจะ กุฎุมพีดำรงในโสดาปัตติผล
ทรงประชุมชาดกว่า
พระทสรถมหาราช ครั้งนั้น ได้มาเป็น พระเจ้าสุทโธทนมหาราช
พระมารดา ได้มาเป็น พระนางสิริมหามายา
สีดา ได้มาเป็น พระมารดาพระราหุล
เจ้าภรตะ ได้มาเป็น พระอานนท์
เจ้าลักขณ์ ได้มาเป็น พระสารีบุตร
บริษัท ได้มาเป็นพุทธบริษัท
ส่วนรามบัณฑิตได้มาเป็น เราตถาคต แล.
จบอรรถกถาทสรถชาดกที่ ๗
=============================================================================
:: ว่าด้วย ผู้มีปัญญาย่อมไม่เศร้าโศกถึงสิ่งที่เสียไปแล้ว
[๑๕๖๔] มานี่แน่ะ เจ้าลักษณ์และนางสีดาทั้งสองจงมาลงน้ำ พระภรตนี้กล่าว
อย่างนี้ว่า พระเจ้าทสรถสวรรคตเสียแล้ว.
[๑๕๖๕] พี่ราม ด้วยอานุภาพอะไรเจ้าพี่ไม่เศร้าโศกถึงสิ่งที่ควรเศร้าโศก ความ
ทุกข์มิได้ครอบงำพี่เพราะได้ทรงสดับว่า พระราชบิดาสวรรคตเล่า?
[๑๕๖๖] คนเราไม่สามารถจะรักษาชีวิต ที่คนเป็นอันมากพร่ำเพ้อถึง นักปราชญ์
ผู้รู้แจ้งจะทำตนให้เดือดร้อนเพื่ออะไรกัน?
[๑๕๖๗] ทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่ ทั้งพาลทั้งบัณฑิต ทั้งคนมั่งมีทั้งคนยากจน ล้วนบ่าย
หน้าไปหามฤตยูทั้งนั้น.
[๑๕๖๘] ผลไม้ที่สุกแล้ว ก็พลันแต่จะหล่นลงเป็นแน่ ฉันใด สัตว์ทั้งหลายเกิดมา
แล้ว ก็พลันแต่จะตายเป็นแน่ ฉันนั้น.
[๑๕๖๙] เวลาเช้าเห็นกันอยู่มากคน พอถึงเวลาเย็นบางคนไม่เห็นกัน เวลาเย็น
เห็นกันอยู่มากคน พอถึงเวลาเช้าบางคนไม่เห็นกัน.
[๑๕๗๐] ถ้าผู้ที่คร่ำครวญหลงเบียดเบียนตนอยู่ จะพึงได้รับประโยชน์สักเล็กน้อย
ไซร้ บัณฑิตผู้มีปรีชาก็จะพึงทำเช่นนั้นบ้าง.
[๑๕๗๑] ผู้เบียดเบียนตนของตนอยู่ ย่อมซูบผอมปราศจากผิวพรรณ สัตว์ผู้ละไป
แล้วไม่ได้ช่วยคุ้มครองรักษา ด้วยการร่ำไห้นั้นเลย การร่ำไห้ไร้ประโยชน์.
[๑๕๗๒] คนฉลาดพึงดับไฟที่ไหม้เรือนด้วยน้ำ ฉันใด คนผู้เป็นนักปราชญ์ได้รับ
การศึกษามาดี มีปัญญาเฉลียวฉลาด พึงรีบกำจัดความโศกที่เกิดขึ้นโดย
ฉับพลัน เหมือนลมพัดปุยนุ่น ฉันนั้น.
[๑๕๗๓] คนๆ เดียวเท่านั้นตายไป คนเดียวเท่านั้นเกิดในตระกูล ส่วนการคบ
หากันของสรรพสัตว์ มีความเกี่ยวข้องกันเป็นอย่างยิ่ง.
[๑๕๗๔] เพราะเหตุนั้นแล ความเศร้าโศกแม้จะมากมายก็ไม่ทำจิตใจของนัก
ปราชญ์ ผู้เป็นพหูสูต มองเห็นโลกนี้และโลกหน้า รู้ทั่วถึงธรรมให้
เร่าร้อนได้.
[๑๕๗๕] เราจักให้ยศ และโภคสมบัติ แก่ผู้ที่ควรจะได้ จักทะนุบำรุงภรรยา
ญาติทั้งหลาย และคนที่เหลือ นี้เป็นกิจของบัณฑิตผู้ปรีชา.
[๑๕๗๖] พระเจ้ารามผู้มีพระศอดุจกลองทอง มีพระพาหาใหญ่ ทรงครอบครอง
ราชสมบัติอยู่ตลอด ๑๖,๐๐๐ ปี.
==============================================================
ภาษาบาลีอักษรไทย ชา.อ.๖ เอกาทสก-ปกิณฺณก
๗ ทสรถชาตกํ ฯ
เอถ ลกฺขณสีตา จาติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต เอกํ
มตปิตรํ กุฏุมฺพิกํ อารพฺภ กเถสิ ฯ
โส หิ ปิตริ กาลกเต โสกาภิภูโต สพฺพกิจฺจานิ ปหาย
โสกานุวตฺตโกว อโหสิ ฯ สตฺถา ปจฺจูสสมเย โลกํ โวโลเกนฺโต
ตสฺส โสตาปตฺติผลุปนิสฺสยํ ทิสฺวา ปุนทิวเส สาวตฺถิยํ ปิณฺฑาย
จริตฺวา กตภตฺตกิจฺโจ ภิกฺขู อุยฺโยเชตฺวา เอกํ ปจฺฉาสมณํ คเหตฺวา
ตสฺส เคหํ คนฺตฺวา วนฺทิตฺวา นิสินฺนํ มธุรวจเนน อาลปนฺโต กึ
โสจสิ อุปาสกาติ วตฺวา อาม ภนฺเต ปิตุโสโก มํ พาธตีติ
วุตฺเต อุปาสก โปราณกปณฺฑิตา อฏฺฐวิเธ โลกธมฺเม ตตฺตโต
ชานนฺตา ปิตริ กาลกเต อปฺปมตฺตกํปิ โสกํ น วินฺทึสูติ วตฺวา
เตน ยาจิโต อตีตํ อาหริ
อตีเต พาราณสิยํ ทสรถมหาราชานาม อคติคมนํ ปหาย
ธมฺเมน รชฺชํ กาเรสิ ฯ ตสฺส โสฬสนฺนํ อิตฺถีสหสฺสานํ เชฏฺฐกา
อคฺคมเหสิ เทฺว ปุตฺเต เอกญฺจ ธีตรํ วิชายิ เชฏฺฐปุตฺโต
รามปณฺฑิโตนาม อโหสิ ทุติโย ลกฺขณกุมาโรนาม ธีตา สิตาเทวีนาม ฯ
อปรภาเค อคฺคมเหสิ กาลมกาสิ ฯ ราชา ตสฺสา กาลกตาย
จิรตรํ โสกวสํ คนฺตฺวา อมจฺเจหิ สญฺญาปิโต ตสฺสา กตฺตพฺพปริหารํ
กตฺวา อญฺญํ อคฺคมเหสิฏฺฐาเน ฐเปสิ ฯ สา รญฺโญ ปิยา มนาปา
อโหสิ ฯ สาปิ อปรภาเค คพฺภํ คณฺหิตฺวา ลทฺธคพฺภปริหารา ปุตฺตํ
วิชายิ ฯ ภรตกุมาโรติสฺส นามํ กรึสุ ฯ ราชา ปุตฺตสิเนเหน
ภทฺเท เต วรํ ทมฺมิ คณฺหาหีติ อาห ฯ สา คหิตกํ กตฺวา
ฐเปตฺวา กุมารสฺส สตฺตฏฺฐวสฺสิกกาเล ราชานมุปสงฺกมิตฺวา เทว
ตุมฺเหหิ มยฺหํ ปุตฺตสฺส วโร ทินฺโน อิทานิสฺส นํ เทถาติ
อาห ฯ คณฺห ภทฺเทติ ฯ เทว ปุตฺตสฺส เม รชฺชํ เทถาติ
อาห ฯ ราชา อจฺฉรํ ปหริตฺวา นสฺส วสลิ มยฺหํ เทฺว
ปุตฺตา อคฺคิกฺขนฺธา วิย ชลนฺติ เต มาราเปตฺวา ตว ปุตฺตสฺส
รชฺชํ ยาจสีติ ตชฺเชสิ ฯ สา ภีตา สิริคพฺภํ ปวิสิตฺวา อญฺเญสุปิ
ทิวเสสุ ราชานํ ปุนปฺปุนํ รชฺชเมว ยาจิ ฯ ราชา ตสฺสา วรํ
อทตฺวาว จินฺเตสิ มาตุคาโมนาม อกตญฺญู มิตฺตทุพฺภี อหํ เม
กุฏปณฺณํ วา กุฏลญฺจํ วา กตฺวา ปุตฺเต ฆาเตยฺยาติ ฯ โส
ปุตฺเต ปกฺโกสาเปตฺวา ตมตฺถํ อาโรเจตฺวา ตาต ตุมฺหากํ อิธ
วสนฺตานํ อนฺตราโยปิ ภเวยฺย ตุมฺเห สามนฺตรชฺชํ วา อรญฺญํ
วา คนฺตฺวา มม มตกาเล อาคนฺตฺวา กุลรชฺชกํ คณฺหถาติ วตฺวา
ปุน เนมิตฺตเก ปกฺโกสาเปตฺวา อตฺตโน อายุปริจฺเฉทํ ปุจฺฉิตฺวา
อญฺญานิ ทฺวาทส วสฺสานิ ปวตฺติสฺสตีติ สุตฺวา ตาต อิโต
ทฺวาทสวสฺสจฺจเยน อาคนฺตฺวา ฉตฺตํ อุสฺสาเปยฺยาถาติ อาห ฯ
เต สาธูติ วตฺวา ปิตรํ วนฺทิตฺวา โรทนฺตา ปาสาทา โอตรึสุ ฯ
สิตาเทวี อหํปิ ภาติเกหิ สทฺธึ คมิสฺสามีติ ปิตรํ วนฺทิตฺวา โรทนฺตา
นิกฺขมิ ฯ เต ตโยปิ มหาชเนน ปริวุตา นครา นิกฺขมิตฺวา มหาชนํ
นิวตฺเตตฺวา อนุปุพฺเพน หิมวนฺตํ ปวิสิตฺวา สมฺปนฺโนทกมูลผลาผเล
ปเทเส อสฺสมํ มาเปตฺวา ผลาผเลน ยาเปนฺตา วสึสุ ฯ
ลกฺขณปณฺฑิโต ปน สิตา จ รามปณฺฑิตํ ยาจิตฺวา ตุมฺเห อมฺหากํ
ปิตุฏฺฐาเน ฐิตา ตสฺมา อสฺสมปเทเยว โหถ มยํ ผลาผลํ
อาหริตฺวา ตุมฺเห โปเสสฺสามาติ ปฏิญฺญํ คณฺหึสุ ฯ ตโต ปฏฺฐาย
รามปณฺฑิโต ตตฺเถว อโหสิ ฯ อิตเร ผลาผลํ อาหริตฺวา ตํ
ปฏิชคฺคึสุ ฯ เอวํ เตสํ ผลาผเลน ยาเปตฺวา วสนฺตานํ
ทสรถมหาราชา ปุตฺตโสเกน นวเม สํวจฺฉเร กาลมกาสิ ฯ ตสฺส
สรีรกิจฺจํ กาเรตฺวา เทวี อตฺตโน ปุตฺตสฺส ภรตกุมารสฺส ฉตฺตํ
อุสฺสาเปถาติ อาห ฯ อมจฺจา ปน ฉตฺตสามิกา อรญฺเญ
วสนฺตีติ น อทํสุ ฯ ภรตกุมาโร มม ภาตรํ รามปณฺฑิตํ
อรญฺญโต อาเนตฺวา ฉตฺตํ อุสฺสาเปสฺสามีติ ปญฺจราชกกุธภณฺฑานิ
คเหตฺวา จตุรงฺคินิยา เสนาย ตสฺส วสนฏฺฐานํ ปตฺวา อวิทูเร
ขนฺธาวารํ นิวาสาเปตฺวา กติปเยหิ อมจฺเจหิ สทฺธึ ลกฺขณปณฺฑิตสฺส
สิตาย จ อรญฺญํ คตกาเล อสฺสมปทํ ปวิสิตฺวา อสฺสมปททฺวาเร
ฐปิตกาญฺจนรูปกํ วิย รามปณฺฑิตํ นิราสงฺกํ สุขนิสินฺนํ อุปสงฺกมิตฺวา
วนฺทิตฺวา เอกมนฺตํ ฐิโต รญฺโญ ปวุตฺตึ อาโรเจตฺวา สทฺธึ
อมจฺเจหิ ปาเทสุ นิปติตฺวา โรทิ ฯ รามปณฺฑิโต เนว โสจิ
น โรทิ ฯ อินฺทฺริยวิการมตฺตํปิสฺส นาโหสิ ฯ ภรตสฺส ปน
โรทิตฺวา นิสินฺนกาเล สายณฺหสมเย อิตเร เทฺว ผลาผลํ
อาทาย อาคมึสุ ฯ รามปณฺฑิโต จินฺเตสิ อิเม ทหรา มยฺหํ วิย
น ปริคฺคหณปญฺญา เอเตสํ อตฺถิ สหสา ปิตา เต มโตติ วุตฺโต
โสกํ สณฺฐาเรตุํ อสกฺโกนฺตานํ หทยํปิ เนสํ ผเลยฺย อุปาเยน
เต อุทกํ โอตาเรตฺวา เอตํ ปวุตฺตึ สาเวสฺสามีติ ฯ อถ เนสํ
ปุรโต เอกํ อุทกฏฺฐานํ ทสฺเสตฺวา ตุมฺเห อติจิเรน อาคตา
อิทํ โว ทณฺฑกมฺมํ โหตุ อุทกํ โอตริตฺวา ติฏฺฐถาติ อุปฑฺฒคาถมาห
เอถ ลกฺขณสีตา จ อุโภ โอตรโถทกนฺติ ฯ
ตสฺสตฺโถ เอถ ลกฺขณสิตา จ อาคจฺฉนฺตุ อุโภ โอตรถ
อุทกนฺติ ฯ
เต เอกวจเนเนว โอตริตฺวา อฏฺฐํสุ ฯ อถ เนสํ ปิตุ ปวุตฺตึ
อาโรเจนฺโต เสสํ อุปฑฺฒคาถมาห
เอวายํ ภรโต อาห ราชา ทสรโถ มโตติ ฯ
เต ปิตุ มตสาสนํ สุตฺวาว วิสญฺญี อเหสุํ ฯ ปุนปิ เนสํ กเถสิ ฯ
ปุน วิสญฺญี อเหสุํ ฯ เอวํ ยาวตติยํ วิสญฺญิตํ ปตฺเต เต อมจฺจา
อุกฺขิปิตฺวา อุทกา นีหริตฺวา ถเล นิสีทาเปสุํ ฯ (ลทฺธสฺสาเสสุ เตสุ)
สพฺเพ อญฺญมญฺญํ โรทิตฺวา ปริเทวิตฺวา นิสีทึสุ ฯ ตทา ภรตกุมาโร
จินฺเตสิ มยฺหํ ภาตา ลกฺขณกุมาโร ภคินี จ สิตาเทวี ทสรถสฺส
มตสาสนํ สุตฺวา โสกํ สณฺฐาเรตุํ น สกฺโกนฺติ รามปณฺฑิโต ปน น
โสจติ น ปริเทวติ กินฺนุโข ตสฺส อโสจนการณํ ปุจฺฉิสฺสามิ นนฺติ ฯ
โส ตํ ปุจฺฉนฺโต ทุติยํ คาถมาห
เกน ราม ปภาเวน โสจิตพฺพํ น โสจสิ
ปิตรํ กาลกตํ สุตฺวา น ตํ ปสหเต ทุกฺขนฺติ ฯ
ตตฺถ ปภาเวนาติ อานุภาเวน ฯ น ตํ ปสหเต ทุกฺขนฺติ
เอวรูปํ ทุกฺขํ เกน การเณน ตํ น ปีเฬติ กึ เต อโสจนการณํ
กเถหิ ตาว โนติ ฯ
อถสฺส รามปณฺฑิโต อตฺตโน อโสจนการณํ กเถนฺโต อาห
ยํ น สกฺกา นํ ปาเลตุํ โปเสน ลปตํ พหุํ
ส กิสฺส วิญฺญู เมธาวี อตฺตานมุปตาปเย ฯ
ทหรา จ หิ เย วุฑฺฒา เย พาลา เย จ ปณฺฑิตา
อทฺธา เจว ทลิทฺทา จ สพฺเพ มจฺจุปรายนา ฯ
ผลานมิว ปกฺกานํ นิจฺจํ ปตนโต ภยํ
เอวํ ชาตาน มจฺจานํ นิจฺจํ มรณโต ภยํ ฯ
สายเมเก น ทิสฺสนฺติ ปาโต ทิฏฺฐา พหู ชนา
ปาโต เอเก น ทิสฺสนฺติ สายํ ทิฏฺฐา พหู ชนา ฯ
ปริเทวยมาโน เจ กิญฺจิทตฺถํ อุทพฺพเห
สมฺมุฬฺโห หึสมตฺตานํ กยิรา เจ นํ วิจกฺขโณ ฯ
กีโส วิวณฺโณ ภวติ หึสมตฺตานมตฺตโน
น เตน เปตา ปาเลนฺติ นิรตฺถา ปริเทวนา ฯ
ยถา สรณมาทิตฺตํ วารินา ปรินิพฺพเย
เอวมฺปิ ธีโร สุตวา เมธาวี ปณฺฑิโต นโร
ขิปฺปมุปฺปติตํ โสกํ วาโต ตูลํว ธํสเย ฯ
เอโกว มจฺโจ อจฺเจติ เอโกว ชายเต กุเล
สํโยคปรมาเตฺวว สมฺโภคา สพฺพปาณินํ ฯ
ตสฺมาหิ ธีรสฺส พหุสฺสุตสฺส
สมฺปสฺสโต โลกมิมํ ปรญฺจ
อญฺญาย ธมฺมํ หทยํ มนญฺจ
โสกา มหนฺตาปิ น ตาปยนฺติ ฯ
โสหํ ยสญฺจ โภคญฺจ ภริยาปิ จ ญาตเก
เสสํ สมฺปาลยิสฺสามิ กิจฺจเมตํ วิชานโตติ ฯ
อิมาหิ ฉหิ คาถาหิ อนิจฺจตํ ปกาเสสิ ฯ
ตตฺถ ปาเลตุนฺติ รกฺขิตุํ ฯ ลปตนฺติ ลปนฺตานํ อิทํ วุตฺตํ
โหติ ตาต ภรต ยํ สตฺตานํ ชีวิตํ ตํ พหุํปิ วิลปนฺตานํ
ปุริสานํ เอเกนาปิ มา อุปจฺฉิชฺชีติ น สกฺกา รกฺขิตุํ ฯ โสทานิ
มาทิโส อฏฺฐ โลกธมฺเม ตตฺตโต ชานนฺโต วิญฺญู เมธาวี
ปณฺฑิโต มรณปริโยสานชีวิเตสุ สตฺเตสุ มเตสุ กิสฺส อตฺตานมุปตาปเย
กึการณา อนุปกาเรน สกทุกฺเขน อตฺตานํ สนฺตาเปยฺยาติ ฯ ทหรา
จาติ คาถา มจฺจุนาเมสา ตาต ภรต เนว สุวณฺณรูปกสทิสานํ
ทหรานํ ขตฺติยกุมาราทีนํ น คุณวุฑฺฒิปฺปตฺตานํ มหาโยธานํ น
พาลานํ ปุถุสตฺตานํ น พุทฺธาทีนํ ปณฺฑิตานํ น จกฺกวตฺติอาทีนํ
อิสฺสรานํ น นิรวเสสานํ ทลิทฺทานํ ลชฺชติ สพฺเพปิเม สตฺตา
มจฺจุปรายนา มรณมุเข สมฺภคฺควิภคฺคาว ภวนฺติเยวาติ ทสฺสนตฺถํ
วุตฺตา ฯ ปตนโตติ ปปตนฺโต อิทํ วุตฺตํ โหติ ยถา หิ
ตาต ภรต ปกฺกานํ ผลานํ ปกฺกกาลโต ปฏฺฐาย อิทานิ วณฺฑา
ภิชฺชิตฺวา ปติสฺสนฺติ อิทานิ ปติสฺสนฺตีติ ปตนโต เตสํ นิจฺจํ ธุวํ
เอกํสิกเมว ภยนฺติ เอวํ อาสงฺกิยโต เอวํ ชาตานํ มจฺจานํปิ
เอกํสิกเมว มรณโต ภยนฺติ นตฺถิ โส ขโณ วา ลโย วา ยตฺถ
เอเตสํ มรณํ น อาสงฺกิตพฺพํ ภเวยฺยาติ ฯ สายนฺติ วิกาเล อิมินา
รตฺติภาเค จ ทิฏฺฐานํ ทิวสภาเค จ ทิฏฺฐานํ รตฺติภาเค อทสฺสนํ
ทีเปติ ฯ กิญฺจิทตฺถนฺติ ปิตา เม ปุตฺโต เมติ อาทีหิ ปริเทวมาโน
เจ โปโส สมฺมุฬฺโห อตฺตานํ หึสนฺโต กิลมนฺโต อปฺปมตกมฺปิ
อตฺถํ อาหเรยฺย ฯ กยิราเจนํ วิจกฺขโณติ อถ ปณฺฑิโต ปุริโส
เอวํ ปริเทวํ กเรยฺย ฯ ยสฺมา ปน ปริเทวนฺโต มตํ วา อาเนตุํ
อญฺญํ วา ตสฺส วุฑฺฒิกาตุํ น สกฺโกติ ตสฺมา นิรตฺถกตา
ปริเทวิตสฺส ปณฺฑิตา น ปริเทวนฺตีติ ฯ อตฺตานมตฺตโนติ อตฺตโน
อตฺตภาวํ โสกปริเทวทุกฺเขน หึสนฺโต ฯ น เตนาติ เตน ปริเทเวน
ปรโลกคตา สตฺตา น ปาเลนฺติ น ยาเปนฺติ ฯ นิรตฺถาติ ตสฺมา
เตสํ มตสตฺตานํ อยํ ปริเทวนา นิรตฺถกา ฯ สรณนฺติ นิวาสนเคหํ
อิทํ วุตฺตํ โหติ ยถา ปณฺฑิโต ปุริโส อตฺตโน วสนาคาเร
อาทิตฺเต มุหุตฺตํปิ โวสานํ อนาปชฺชิตฺวา ฆฏสหสฺเสน วารินา
นิพฺพาปยเตว เอวํ ธีโร อุปฺปติตํ โสกํ ขิปฺปเมว นิพฺพาปเย
ตูลํ วิย วาโต ยถา สณฺฐาเรตุํ น สกฺโกติ เอวํ ธํสเย วิทฺธํเสยฺยาติ
อตฺโถ ฯ เอโกว มจฺโจติ เอตฺถ ตาต ภรต อิเม สตฺตา
กมฺมสฺสกานาม เตหิ อิโต ปรโลกํ คจฺฉนฺโต สตฺโต เอโกว
อจฺเจติ อติกฺกมติ ขตฺติยาทิเก กุเล ชายมาโนปิ เอโกว คนฺตฺวา
ชายติ ฯ ตตฺถ ตตฺถ ปน ญาติมิตฺตสํโยควเสน อยํ เม ปิตา อยํ เม
มาตา อยํ เม มิตฺโตติ สํโยคปรมาเตฺวว สมฺโภคา สพฺพปาณินํ
ปรมตฺเถน ปน ตีสุ ภเวสุ กมฺมสฺสกาเวเต สตฺตาติ อตฺโถ ฯ ตสฺมาติ
ยสฺมา เอเตสํ สตฺตานํ ญาติมิตฺตสํโยคํ ญาติมิตฺตปริโภคมตฺตํ
ฐเปตฺวา อิโต ปรํ อญฺญํ นตฺถิ ตสฺมา สมฺปสฺสโตติ อิมญฺจ
ปรญฺจ โลกํ นานาวินาภาวเมว สมฺมา ปสฺสโต ฯ อญฺญาย
ธมฺมนฺติ อฏฺฐวิธํ โลกธมฺมํ ชานิตฺวา ฯ หทยํ มนญฺจาติ อิทํ
อุภยํปิ จิตฺตสฺเสว นามํ ฯ อิทํ วุตฺตํ โหติ
ลาโภ อลาโภ ยโส อยโส จ
นินฺทา ปสํสา จ สุขํ จ ทุกฺขํ
เอเต อนิจฺจา มนุเชสุ ธมฺมา
มา โสจิ กึ โสจสิ โปฏฺฐปาทาติ ฯ
อิเมสํ อฏฺฐนฺนํ โลกธมฺมานํ เยนเกนจิ จิตฺเตน ปญฺญายนฺติ
ตสฺส จ อนิจฺจตํ ญตฺวา ฐิตสฺส ธีรสฺส ปิยปุตฺตมรณาทิวตฺถุกา
มหนฺตาปิ โสกา หทยํ น ตาปยนฺตีติ ฯ เอกํ วา อฏฺฐวิธํ
โลกธมฺมํ ญตฺวา ธีรสฺส หทยวตฺถุญฺจ มนญฺจ มหนฺตาปิ โสกา
น ตาปยนฺตีติ เอวเมตฺถ อตฺโถ ทฏฺฐพฺโพ ฯ โสหํ ยสญฺจ โภคญฺจาติ
คาถาย ตาต ภรต อนฺธพาลสตฺตานํ วิย มม โรทนปริเทวนํนาม
อนนุจฺฉวิกํ อหํ ปน ปิตุ อจฺจเยน ตสฺส ฐาเนว ฐตฺวา กปณาทีนํ
ทานารหานํ ทานํ ฐานนฺตรารหานํ ฐานนฺตรํ ยสารหานํ ยสํ ทสฺสามิ
ปิตรา เม ปริภุตฺตนเยน อิสฺสริยํ ภุญฺชิสฺสามิ ญาตเก โปเสสฺสามิ
อวเสสญฺจ อนฺโต ปริชนาธิกํ ชนํ ปาเลสฺสามิ ธมฺมิกสมณพฺราหฺมณานํ
ธมฺมิการกฺขาวรณคุตฺตึ กริสฺสามีติ เอตญฺหิ วิชานโต ปณฺฑิตปุริสสฺส
อนุรูปํ กิจฺจนฺติ อตฺโถ ฯ
ปริสา อิมํ รามปณฺฑิตสฺส อนิจฺจตาปกาสนํ ธมฺมเทสนํ สุตฺวา
นิสฺโสกา อเหสุํ ฯ ตโต ภรตกุมาโร รามปณฺฑิตํ วนฺทิตฺวา
พาราณสิรชฺชํ ปฏิจฺฉถาติ อาห ฯ ตาต ลกฺขณญฺจ สิตเทวิญฺจ
คเหตฺวา รชฺชํ อนุสาสถาติ ฯ ตุมฺเห ปน เทวาติ ฯ ตาต มม
ปิตา ทฺวาทสวสฺสจฺจเยน อาคนฺตฺวา รชฺชํ กเรยฺยาสีติ มํ อโวจ
อหํ อิทาเนว คจฺฉนฺโต ตสฺส วจนกโรนาม นาโหมิ อญฺญานิ
ปน ตีณิ วสฺสานิ อติกฺกมิตฺวา อาคมิสฺสามีติ ฯ เอตฺตกํ กาลํ
โก รชฺชํ กาเรสฺสตีติ ฯ ตุมฺเห กาเรถาติ ฯ น มยํ กาเรสฺสามาติ ฯ
เตนหิ ยาว มมาคมนา อิมานิ ปาทุกา กาเรสฺสนฺตีติ อตฺตโน
ติณปาทุกา โอมุญฺจิตฺวา อทาสิ ฯ ตโยปิ ชนา ปาทุกา คเหตฺวา
รามปณฺฑิตํ วนฺทิตฺวา มหาชนปริวุตา พาราณสึ อคมํสุ ฯ ตีณิ
สํวจฺฉรานิ ปาทุกา รชฺชํ กาเรสุํ ฯ อมจฺจา ติณปาทุกา
ราชปลฺลงฺเก ฐเปตฺวา อฏฺฏํ วินิจฺฉนนฺติ ฯ สเจ ทุวินิจฺฉิโต โหติ
ปาทุกา อญฺญมญฺญํ ปฏิหญฺญนฺติ ตาย สญฺญาย ปุน วินิจฺฉนนฺติ
สมฺมาวินิจฺฉิตกาเล ปาทุกา นิสฺสทฺทาว สนฺนิสีทนฺติ ฯ
รามปณฺฑิโต ติณฺณํ สํวจฺฉรานํ อจฺจเยน อรญฺญา นิกฺขมิตฺวา
พาราณสินครํ ปตฺวา อุยฺยานํ ปาวิสิ ฯ ตสฺสาคตภาวํ ญตฺวา
กุมารา อมจฺจปริวุตา อุยฺยานํ คนฺตฺวา สิตํ อคฺคมเหสึ กตฺวา
อุภินฺนํปิ อภิเสกํ อกํสุ ฯ เอวํ อภิเสกํ ปตฺโต มหาสตฺโต
อลงฺกตรเถ ฐตฺวา มหนฺเตน ปริวาเรน นครํ ปวิสิตฺวา ปทกฺขิณํ
กตฺวา สุนนฺทนปาสาทวรสฺส มหาตลํ อภิรุยฺหิ ฯ ตโต ปฏฺฐาย
โสฬสวสฺสสหสฺสานิ ธมฺเมน รชฺชํ กาเรตฺวา อายุหปริโยสาเน
สคฺคปุรํ ปูเรสิ ฯ
ทสวสฺสสหสฺสานิ สฏฺฐิวสฺสสตานิ จ
กมฺพุคิโว มหาพาหุ ราโม รชฺชมการยีติ ฯ
อยํ อภิสมฺพุทฺธคาถา ตมตฺถํ ปกาเสติ ฯ
ตตฺถ กมฺพุคิโวติ สุวณฺณลิงฺคสทิสคิโว ฯ สุวณฺณํ หิ
กมฺพุนฺติ วุจฺจติ ฯ
สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา สจฺจานิ ปกาเสตฺวา ชาตกํ
สโมธาเนสิ ฯ สจฺจปริโยสาเน กุฏุมฺพิโก โสตาปตฺติผเล ปติฏฺฐหิ ฯ
ตทา ทสรถมหาราชา สุทฺโธทนมหาราชา อโหสิ ฯ มาตา มหามายา ฯ
สิตา ราหุลมาตา ฯ ภรโต อานนฺโท ฯ ลกฺขโณ สารีปุตฺโต ฯ
ปริสา พุทฺธปริสา ฯ รามปณฺฑิโต ปน อหเมวาติ ฯ
ทสรถชาตกํ สตฺตมํ ฯ
————–
Editor :: Kuru Rin Po Chae
14 March 2269
02:22 am
