The Research Project “Supernatural Human Meditation in Buddhism” by Harvard University.
ผลงานค้นคว้าวิจัย “สมาธิเหนือธรรมชาติมนุษย์ ของพุทธศาสนา” โดย มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด
นี่คือการยืนยันทางวิชาการว่า “สภาวะการเข้านิโรธ ของพุทธศาสนา”
และ สามารถพิสูจน์เชิงประจักษ์ทางฟิสิกส์-วิทยาศาสตร์การแพทย์ สามารถปฏิบัติได้จริง มีผลจริง….
จากหลักฐานที่จารจารึกไว้ในพระไตรปิฏกความว่า ” เมื่อครั้งการทำสังคายนาครั้งที่ 2 ในยุคสมัยของพระเจ้ากาลาโศกราช
ต้องการที่จะหาพระสงฆ์ที่มีชีวิตอยู่ร่วมสมัยพุทธกาล มาแนะนำพุทธดำรัสที่พุทธองค์ทรงสั่งสอนไว้ว่าเป็นอย่างไร ซึ่งในที่สุด
ก็ได้พบว่า “พระเรวตะ” ท่านได้เข้านิโรธสมาบัติมาตั้งแต่สมัยพุทธกาล ก่อนพุทธองค์จะทรงปรินิพพาน จึงไปทำพิธีอัญเชิญ
ให้ท่านออกจากนิโรธสมาบัติ เพื่อมาให้คำปรึกษาพระธรรมวินัย โดยทำหน้าที่เป็นผู้ถามว่าพระในยุคหลังพุทธกาลรู้อะไรบ้าง ตรงไหน
ผิดคลาดเคลื่อนไปจากพระธรรมวินัย ที่พุทธพจน์ทรงกำหนดไว้โดยมีพระอรหันต์นามว่าพระยถากันฑกบุตร ทำหน้าที่ตอบ
คำถามของพระเรวตะ ซึ่งในการทำสังคายนาครั้งที่ 2 นี้ เป็นระยะเวลาหลังจากพุทธปรินิพพานแล้วถึง100 ปี นั้นเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง มิใช่เป็นเพียงข้อความที่เขียนขึ้นเพื่อสร้างศรัทธา แต่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากปฏิกริยา
ทางBio-Quantum Meditation ที่ผลพิสูจน์เชิงประจักษ์แล้วว่าเป็นไปได้จริง
เพราะการเข้า นิโรธ คือ การหยุดชั่วขณะ แต่ระบบชีวภาคของสมอง และ ร่างกายยังคงทำงานอยู่ เปรียบเสมือนรถที่เข้าเกียร์ว่าง
ขณะติดไฟแดง เครื่องยนต์ยังคงทำงานอยู่อย่างเบา ๆ ไม่ใช่เครื่องดับ และ เมื่อไฟเขียว = ต้องการเคลื่อนที่ต่อ ก็เข้าเกียร์
รถก็วิ่งต่อไป ซึ่งก็คือ สภาวะของการออกจากนิโรธสมาบัติ ตามแนวปฏิบัติพุทธวิถี “สติปัฏฐาน-ปฏิสัมภิทามรรค” นั้นเอง
หมายเหตุ ::
นิโรธ แปลว่า หยุด ส่วน นิพพาน แปลว่า ดับ ซึ่งส่วนใหญ่มักสับสนในการแปล และ/หรือ การให้ความหมายศัพท์
ทำให้การสื่อความหมายข้อมูลในยุคปัจจุบันผิดเพี้ยนไปจากพุทธพจน์โดยสิ้นเชิง
สมาบัติ คือ การเข้าไปอยู่ในสภาวะนั้น เปรียบเสมือนการหลบฝนเข้าร่ม(เข้านิโรธ) ชั่วขณะ
– การเข้านิโรธ จะเป็นสภาวะของ อกาลิโก(ไม่อยู่ในกฏของเวลา) ซึ่งจะเกิดขึ้นในวาระแห่ง “อติมหันตารมณ์” ซึ่งเป็นองค์ฌาน โยคาวจรสามารถกำหนดให้
ระยะเวลาที่เข้านิโรธสมาบัติ จะกี่เดือน กี่ร้อยปี หรือ ยาวเท่าไรก็ได้ไม่จำกัดระยะเวลา ซึ่งระยะเวลานั้นผู้เข้าสู่ฌานสมาบัติ
จะต้องกำหนดด้วย “สัจจวาจา” อันเป็น “อริยศีล” ใช้คลื่นเสียงกำหนด = เปล่งวาจา เรียกว่า “คำอธิษฐาน” ซึ่งการอธิษฐานนี้
จะต้องพร้อมด้วยไตรพิธสังขาร อันภิกษุจะต้องฝึกฝนอยู่เป็นนิจ ปฏิบัติเป็นกิจประจำ เช่นอธิษฐานสบง จีวร เสนาสนะ และ พรรษา
คือ ใช้การอธิษฐานเป็นนิจ จนเป็นสัญชาติญาน เพื่อ จึงนำอารมณ์ดังกล่าวมาใช้กับ “สัจจวาจา” ในการกำนดระยะเวลา “นิโรธสมาบัติ”
