ปรมานุตรสุญญตา” ปรากฏเป็นหลักฐานในพระไตรปิฏก มหาสุตตสูตร ความว่า
“…ถูกแล้วอานนท์ ตถาคตโดยมากอยู่ด้วย ” ปรมานุตรสุญญตา”
“ปรมานุตตรสุญญตา” คือ อนิมิตรเจโตสมาธิ และพ้นจากอาสวะ 3
อานนท์ !
ถูกแล้ว ข้อนั้นเป็นอันว่าเธอได้ฟังแล้วดี ได้รับแล้วดี ได้ทำในใจไว้แล้วดี ได้ทรงจำไว้แล้วดี, แล้ว.
อานนท์ ! ทั้งในกาลก่อนและในกาล นี้ เราตถาคตย่อมอยู่ด้วยปรมานุตรสุญญตาวิหารเป็นส่วนมาก.
:: ต่อจากนั้นพระพุทธองค์ ได้ทรงตรัสถึงสิ่งที่เรียกว่า “ปรมานุตรสุญญตาวิหาร” พร้อมทั้งอุปมาเป็นลำดับไป เริ่มต้นตั้งแต่
– คามสัญญา
– มนุสสสัญญา
– อรัญญสัญญา
– ปฐวีสัญญา
– อากาสานัญจายตนสัญญา
– วิญญาณัญจายตนสัญญา

และใน จูฬสุญญตสูตร อุปริ. ม. ‭๑๔/๒๒๖/๓๓๔‬. ตรัสแก่พระอานนท์ ที่บุพพาราม มิคารมาตุปราสาท.
จายตนสัญญา – อากิญจัญญายตนสัญญา – กระทั่งถึงเนวสัญญานาสัญญายตนสัญญา ซึ่งยังมิใช่เป็นชั้นปรมานุตตรสุญญตา ;
แล้วตรัสถึงอนิมิตตเจโตสมาธิ และการรู้ซึ่งโทษแห่งความเป็นสังขตธรรมของสมาธินั้น มีจิตพ้นจากอาสวะทั้ง ๓ ไม่มีความกระวนกระวาย (ทรถา) เพราะอาศัยอาสวะทั้ง ๓ นั้นมีแต่สักว่าความกระวนกระวาย (ทรถมตฺตา) อันเกิดจากการมีชีวิตอยู่ตามธรรมชาติบ้าง ;
และตรัสเรียกวิหารธรรมนี้ว่า ปรมานุตตรสุญญตา ; และทรงยืนยันว่า มีหลักอย่างนี้ทั้งในกาลอดีต อนาคต ปัจจุบัน ; และทรงชักชวนให้ศึกษาการเข้าอยู่ด้วยปรมานุตตรสุญญตา.)
อ้างอิง :
บาลีสยามรัฐ เล่มที่ 14
หน้าที่ 233 ข้อที่ 342
– – – – – – – – – – – – – – – – – – – –

ที่มา และ ความหมายของศัพท์
(ทั่วไป) + รมฺ (ธาตุ = ยินดี) + ปัจจัย, ลบ
: + รมฺ = ปรม + = ปรมณ > ปรม แปลตามศัพท์ว่า “ยินดีในความยิ่งใหญ่
ปรฺ (ธาตุ = รักษา) + ม ปัจจัย
: ปร + = ปรม แปลตามศัพท์ว่า “รักษาความสูงสุดของตนไว้
ปรม” หมายถึง เป็นเลิศ, สูงสุด, พิเศษสุด, ดีที่สุด
(Great, highest, most excellent, superior,)
——————–
อณู

บาลีเป็น “อณุ” (อะ-นุ) รากศัพท์มาจาก อณฺ (ธาตุ = เป็นไป) + อุ ปัจจัย
: อณฺ + อุ = อณุ แปลตามศัพท์ว่า “สิ่งที่เป็นไปโดยภาวะที่ละเอียด” หมายถึง เล็กสุด, , ละออง, ละเอียด, ประณีต (small, minute, atomic, subtle)

ปรม + อณุ = ปรมาณุ แปลตามศัพท์ว่า “สิ่งที่ละเอียดอย่างถึงที่สุดเกินบรรยาย

ปรมาณุ” ใช้ในภาษาไทยเป็น “ปรมาณู” (ภาษาบาลี –ณุ สระ อุ, ภาษาไทย – ณู สระ อู)
————————————————————–

สุญญตวิหารธรรม
ในทาง Quantum Physic
“ตัวตน” คือ “สสาร(Mass)” และ “สสาร” คือ “พลังงาน(Energy=สิ่งที่ไม่มีรูปร่าง) ที่ควบแน่น”
ผู้สังเกตุ(ผู้ติดยึด) คือ ผู้สร้างความจริง ให้พลังงานนั้นเป็นรูปร่าง สร้างคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าชีวภาค=อารมณ์
อันเป็นต้นเหตุแห่งตัวตน เป็นกำเนิดแห่ง กิเลส ตัณหา ราคะ อนุสัย
ผัสสะ = การสัมผัส(แรงผลักของแรงแม่เหล็ก) ทำให้เกิดเวทนา(สัญญาณไฟฟ้าชีวภาคBio-Electro Magnetic)= “อารมณ์” ส่งผลให้เกิดพฤติกรรม

By admin

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *