Quantum spectra Wave คือ สถานะคลื่นในความน่าจะเป็นของQuantumโดยที่คุณสมบัติของคลื่น เช่น พลังงาน จะถูกทำให้เป็น(\(E = nh\nu\) โดยพลังงานจะแผ่ออกมาเป็นแพ็กเกจเล็กที่สุด เรียกว่า Quantaที่วัดได้ แทนที่จะเป็นContinuous Spectrum คลื่นเหล่านี้แสดงถึงแอมพลิจูดความน่าจะเป็นของอนุภาค ทำให้สามารถซ้อนทับและแทรกสอด จึงเปลี่ยนรูปลักษณ์ และสถานะได้ การประยุกต์ใช้งานที่สำคัญซึ่งก็คือ การเปลี่ยนผ่านพลังงานของโมเลกุล และ การแสดงผลลักษณะของQuantum Spectra อันมีโครงสร้าง ที่แตกต่างกันออกไปตามคลื่นที่Quantum Observer เป็นผู้กำหนด !!

Emission and Absorption (Fingerprints):
อิเล็กตรอนที่กระโดดไปยังระดับพลังงานที่ต่ำกว่าจะปล่อยแสงออกมา (Emission spectrum) ในขณะที่การดูดกลืนความยาวคลื่นเฉพาะจะปรากฏเป็นเส้นสีดำในสเปกตรัมการดูดกลืน ทำให้สามารถระบุโครงสร้างอะตอมได้
Energy Quanta (\(E=hf\) :
แสงและสสารถูกปล่อยออกมาในรูปของอนุภาคพลังงานที่ไม่ต่อเนื่อง (Quanta) ที่เรียกว่าPhoton และที่สำคัญที่สุดก็คือ ปฏิสัมพันธ์เหล่านี้เกิดขึ้นที่ความถี่เฉพาะ ไม่ใช่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องดังที่แม็กซ์ พลังค์และอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์เสนอไว้
Matter Waves (Wave-Particle Duality)
– Quantum theory ตั้งข้อสังเกตว่าอนุภาค เช่น Electron “มีพฤติกรรมเหมือนคลื่น” ซึ่ง คลื่นสสาร เหล่านี้ สามารถจัดการและซ้อนทับได้ โดยQuantum observer จะทำให้คลื่นนั้น ปรับเปลี่ยน แปรสภาพ รูปแบบ ไปตามที่ถูกกำหนดเพียงหนึ่งเดียวนั้น
ลักษณะของผลที่กิดขึ้นของ Quantum Spectra นั้นสอดคล้องรองรับกับ แนวทางปฏิบัติสมาธิของพุทธศาสนา ที่ใช้ในการควบคุมคลื่นควันตัม ซึ่งมีการถ่ายทอดกันมาเป็นเวลาเกือบ 3000 ปี เรียกว่า “ฉัพพันธรังสีสมาธิ” ในปัจจุบัน ได้นำหลักการและขั้นตอนปฏิบัติ และ ผล อันปรากฏตามวิดิทัศน์นี้
พลังฉัพพันธรังสีสมาธิ(Quantum Spectra Meditation)
ลักษณะอันปรากฏของ”ฉัพพันธรังสีสมาธิ” ซึ่งหากเรียกกันตามยุคปัจจุบันก็เรียกว่า “แสงออร่าในกายมนุษย์” มีปรากฏยืนยันอยู่ในพระพุทธประวัติ คัมภีร์ปฐมสมโพธิกถา ซึ่งสมเด็จพระมหาเถรสรีสัทธา ราชจุฬามุนี รัตนนลังกาทีปมหาสามี สมเด็จพระสังฆราชเจ้าแห่งกรุงสุโขทัย(เป็นอาจารย์ของพญาลิไท) ท่านได้เดินธุดงค์ไปยังเมืองมคธ และศึกษาปฏิบัติพุทธวิถี “สติปัฏฐาน-ปฏิสัมภิทามรรค” และได้คัดลอกพระอภิธรรมคัมภีร์(ซึ่งตอนนั้นไม่มีในพระไตรปิฏก) เมื่อทรงกลับมาถึงกรุงสุโขไท จึงทรงรจนา “คัมภีร์พระอภิธรรม , ไตรภูมิพระร่วง, และ ที่สำคัญก็คือ คัมภีร์ปฐมสมโพธิ์ ที่ได้มีความกล่าวถึงพระฉัพรรณรังสีขององค์สมเด็จพระบรมศาสดา ดังความว่า
ลำดับนั้นพระฉัพพรรณรังษีก็โอภาศแผ่ออกจากพระสริรกายา
– อันว่านิลประภาก็เขียวสดเสมอด้วยสีแห่งดอกอังชัญ มิฉนั้นดุจพื้นแห่งเมฆดลแลดอกนิลุบล แลปีกแห่งแมลงภู่ ผุดออกจากพระอังคาพยพในที่อันเขียวแล่นไปจับเอาราวป่า
– แลพระรัศมีที่เหลืองนั้น มีครุวณาดุจสีหรดารทองแลดอกกรรณิกา แลกาญจนปัฏอันแผ่ไว้ พระรัศมีออกจากพระสรีระประเทศในที่อันเหลืองแล้วแล่นไปสู่ทิศานุทิศต่าง ๆ พระรัศมีที่แดงก็แดงอย่าพาลทิพากร
– แลแก้วประพาฬแลกมุทประทุมกุสุมชาติ โอภาศออกจากพระสรีรอินทรีย์ในที่อันแดง แล้วแล่นฉวัดเฉวียนไปในประเทศที่ทั้งปวง พระรัศมีที่ขาวก็ขาวดุจดวงรัชนิกร
แลแก้วมณีแลสีสังข์ แลแผ่นเงินแลดวงดาวพกาพฤกษ์พุ่งออกจากพระสริระประเทศในที่อันขาว แล้วแล่นไปในทิศโดยรอบพระรัศมีหงสสิบบาทก็พิลาศเล่ห์ประดุจสีดอกเซ่ง
– แลดอกชบาแลดอกหงอนไก่ ออกจากพระกรัชกายรุ่งเรืองจำรัส พระรัศมีประภัศรประภา ครุวณาดุจสีแก้วผลึกแลแก้วไพรฑูริย์เลื่อมประพราย ออกจากพระบวรกายแล้วแล่นไปในทศทิศวิจิตรรุจี โอฬาร และพระฉัพพันธรังษีทั้ง ๖ ประการ แผ่ไพศาลแวดล้อมไปโดยรอบพระสกลกายินทรีย์ กำหนดที่ ๑๒ ศอกโดยประมาณ
แสงพระวรกายพระพุทธองค์มี ประภาส ๖ สีสรร วรรณะ ซึ่งการเรียกว่า พระฉัพพันธรังสี นั้นเป็นการบอกถึงลักษณะสีของแสงที่แผ่ออกมา ซึ่งจะมีเพียงเฉพาะพระพุทธเจ้าเท่านั้นที่มีครบทั้ง ๖ แสงสี แต่ในส่วนของพระอรหันต์ ก็จะมีเฉพาะแต่ละสีไม่ครบ ๖ สี แม่แต่ในโอปาติกะ เทพยดาบางองค์ก็มีคลื่นSpectrum นี้แตกต่างกันไปในแต่ละสี
ตามจารึกในคัมภีร์ปฐมสมโพธิ์ ได้บรรยายถึงแสงQuantum Spectrsa ที่กระจายออกมาพระวรกายของพระพุทธเจ้า ให้เห็นเชิงประจักษ์ชัดเจน คือ เสมือนแสงทอง ยามเช้ารุ่งอรุณของพระอาทิตย์ ที่จะปรากฎแสงรุ้งออกมาหลากสี หรือ แสงทรงกลดของพระอาทิตย์ พระจันทร์ หรือ แสงของรุ้งกินน้ำ
ร่างกายมนุษย์ปกติทั่วไป มีแสงหรือไม่ ตอบได้ว่ามีเช่นเดียวกัน หากแต่เป็นแสงที่มีเพียง ๒ – ๓ สีเท่านั้น การที่แสงรัศมีแผ่ออกมาจากกายมนุษย์ มีสีมากน้อยเพียงใด มีความสว่างจ้ามากน้อย ขึ้นอยู่กับปัจจัยทางจิตเป็นสำคัญที่สุด
การปฏิบัติทางจิต จะได้รับผลแห่งการปฏิบัติ ส่งผลมาทางกายภาพในรูปของมวลพลังงาน และแสง การปฏิบัติทางจิตที่ถูกต้อง จะทำให้จิตตื่นรู้ เข้าใจแจ่มแจ้งและเกิดศักยภาพทางจิต (อำนาจจิต) ดังที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ในธัมมจักกัปปวัตตนสูตรว่า ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา หรือ ปฏิเวธ
การเกิด Quantum Spectrsa ของพระบรมศาสดา เป็นผลให้เกิดปฏิภาค ซึ่งในทางพระพุทธศาสนาเรียกว่า “ฉัพพันธรังสี” ซึ่งมีแนวทางปฏิบัติตามพุทธวิถี ที่พระสารีบุตรอรหันตเถระ เอกทัคคะทางปัญญา ได้รับพุทธบัญชาให้จารจารึกไว้ ปรากฏในคัมภีร์ “สติปัฏฐาน-ปฏิสัมภิทามรรค” นั้น
พลังของ “ฉัพพันธรังสี” หรือจีนเรียกว่า “พลังชีวิต气 (Qì)” นั้นสามารถใช้ในการสร้างเสริมเซลล์ในร่างกายมนุษย์ ให้เกิดความสมบูรณ์ รวมทั้้งสร้างภูมิคุ้มกันเชื้อโรค และสิ่งแปลกปลอมอันส่งผลร้ายต่อจุลชีวะอันประกอบเป็นอวัยวะของมนุษย์ให้สลายสิ้นไป ทำให้ผู้ปฏิบัติสำเร็จทาง “ฉัพพันธรังสีสมาธิ” มีร่างกายแข็งแรง และมีอายุยืนยาว เพราะสามารถใช้พลังคลื่นของฉัพพันธรังสี(ฺBio-Spectrum Wave)กำจัด รักษา ซ่อมแซม ร่างกายให้แข็งแรงกว่าสามัญมนุษย์ทั่วไป ซึ่งปุถุชนคนธรรมดาโดยเฉพาะชาวจีน จะเรียกผู้ที่ปฏิบัติสำเร็จขั้นฉัพพันธรังสีนี้ว่า “เซียน(仙 – xiān)” ซึ่งมีความหมายว่า “ผู้วิเศษ” เป็นต้น
การปฏิบัติสมาธิตามพุทธวิถี ในการควบคุมQuantum spectra Wave ได้ปรากฏอยู่ใน “คัมภีร์ปฏิสัมภิทามรรค” ที่พระสารีบุตรอรหันตเถระได้รจนาตามพุทธบัญชา ซึ่งทั้งศิษย์ผู้ใกล้ชิดของท่าน และ ของ พระโมคคัลานะ ซึ่งล้วนเชี่ยวชาญทางฤทธิ์อภิญญา สืบต่อถ่ายทอดสั่งสอน “พระอภิธรรม และ ปฏิสัมภิทามรรค” สืบมาจนถึงยุคของพระนาคารชุน(พศ.๖๐๐) เกิดกรณีลัทธิพรามณ์ส่งจารชนเข้ามาทำลายพระพุทธศาสนา โดยคัดพรหมณ์ที่ฉลาดสุดนามว่า “ศังการพรามณ์”ปลอมเข้ามาบวช ศึกษา และ คัดลอกคัมภีร์พุทธศาสนาไปทั้งหมด แล้วหนีไปตั้งศาสนาใหม่ที่แคว้นกลิงครัฐ(ยะไข่ ในปัจจุบัน)โดยตั้งเป็นศาสนาใหม่ชื่อว่า “ฮินดู แปลว่า ผู้มาแต่แม่น้ำสินธุ” ลอกเลียน ปรับแปลง ปลอมปน หลักธรรมคำสอนในพระพุทธศาสนาไปเป็นของตน และ เผยแพร่ความเชื่อเพื่อทำลายพระพุทธศาสนาว่า “…ผู้ใดฆ่าพระสงฆ์ในพุทธศาสนา เผาทำลายพุทธสถาน จะได้ขึ้นสวรรค์ไปอยู่กับพระศิวะ”
ความเชื่อนี้ได้ได้ถูกฝังในความเชื่อของกษัตริย์หลายราชวงศ์ในยุคต่อมา จึงฆ่าพระสงฆ์ในพุทธศาสนานับแสนรูป ศาสนาในชมพูทวีปจึงย่อยยับนับแต่นั้น
ในยุคดังกล่าวนี้ “พระนาคารชุน” ศิษย์สายพระโมคคัลลาน์ เป็นผู้ที่ได้รับการศึกษาเถ่ายทอดอภิธรรมและปฏิสัมภิทามรรคจากสายศิษย์พระสารึบุตรดังกล่าวข้างต้น ประกอบกับเชี่ยวชาญทางกสิณธาตุโดยเฉพาะวิญญาณกสิณ พร้อมท้้งอภิญญาสมาบัติ จึงเดินทางขึ้นไปยังดินแดนทิเขต เผยแผ่อภิธรรม-ปฏิสัมภิทามรรค และ กสิณแก่ชนชาวทิเบต
ท่านมีศิษย์เอกสายฆาราวาสซึ่งเป็นชาวไทเมืองปา อาณาจักรโขตาน จึงถ่ายทอดสรรพวิทยา จนในที่สุดศิษย์ผู้นี้ได้กลายเป็นมหาราชผู้ยิ่งใหญ่ของชมพูทวีปนามว่า “พระเจ้ากนิษกะ” ซึ่งได้เป็นองค์พุทธศาสนูปถัมภก ประธานฝ่ายฆาราวาสทำการสังคายนาพระพุทธศาสนาจึงกำเนิด “มหายาน” นับเนื่องมาแต่นั้น
พระนาคารชุนได้นำเอาหลักธรรมคำสอน ที่พระธรรมเสนาบดีสารีบุตร รับพุทธบัญชาจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ถ่ายทอดให้ ณ ดาวดึงส์สวรรค์ คือ พระอภิธรรม และ ปฏิสัมภิทามรรค ถ่ายทอดในแผ่นดินทิเบต แผ่เข้าไปในประเทศจีนตอนเหนือ ก่อให้เกิดพุทธอีกนิกายหนึ่งเรียกว่า “นิกายฌิงมะ หรือ นิกายฉัพพันธรังสี(ดังปรากฏเป็นหลักฐานภาพเขียนสีพุทธของธิเบต สืบมา)

ทั้งนี้เนื่องมาจากกรณีที่พระอานนท์ได้ทูลถามพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า “กสิณใดเลิศสุด ในกสิณทั้ง ๑๐ ? ” พระพุทธองค์ทรงตรัสตอบว่า “วิญญาณกสิณ เลิศสุด“..ซึ่งวิญญาณกสิณนี้จะควบคุมคลื่นแสงทั้งหมด อันเรียกว่าฉัพพันธรังสี(ทางQuantum Physic เรียกว่า Spectra Wave Control)หรือ นิกายฌิงมะ หรือ นิกายฉัพพันธรังสี ได้สลายไปเมื่อกองทัพแดงของลัทธิเมาเจอตุง ได้บุกขึ้นยึดทำลายเผาวัดวาอารามพุทธศาสนาในประเทศธิเบตจนแทบไม่เหลือซาก
