เวลา เป็น สมมุติ นี้คือพุทธดำรัสที่พุทธองค์ทรงตรัสสอนไว้เมื่อเกือบ 3000 มาแล้ว และยิ่งไปกว่านั้น ท่่านยังถ่ายทอดวิทยาการอันสามารถปรับ แต่ง ควบคุม “เวลา” ไว้ในอำนาจได้อย่างเบ็ดเสร็จปรากฏวิธีปฏิบัติชัดแจ้งในพุทธวิถี “สติปัฏฐาน-ปฏิสัมภิทามรรค
โดยสถานะ และ สภาวะของเวลานั้นเป็นสมมุติ ทำให้มนุษย์ปรับแต่งได้พระพุทธองค์จึงทรงตรัสว่า “อกาลิโก เอหิ ปัสสิโก = มาซิ มาปฏิบัติ เพื่ออยู่เหนือกาลเวลา” ทั้งนี้ก็เพราะ มันมีสภาวะ และ คุณสมบัติ ทางPhysic สามารถปรับแต่งตามประสงค์ได้

ในปี พ.ศ.2568 นักวิยัยได้ค้นพบความจริงที่สอดคล้องรองรับกับพุทธดำรัสข้างต้นนั้น พวกเขาพบว่า เวลา มีสภาวะ สถานะไม่ผิดไปจากCystal สามารถปรับแต่งได้
คณะนักวิจัย ได้ค้นพบความจริงว่า “เวลามีสภาพเป็นผลึก” เขาเรียกมันว่า “ผลึกกาลอวกาศ” ที่สามมารถนำมาใช้ในการ “ไขความลับ มิติทั้ง 6 ที่หายไปของจักรวาล” เวลาเรามองดูกระเบื้องปูพื้นหรือโครงสร้างของเพชรพลอย เราจะเห็นการจัดเรียงตัวที่เป็นรูปแบบซ้ำไปซ้ำมาอย่างสมบูรณ์แบบ

โครงสร้างที่เรียงตัวกันที่สามารถกำหนดค่าได้นี้ คือสิ่งที่เราเรียกว่า ผลึก(Crystals) ซึ่งดูเหมือนจะเป็นความจริงพื้นฐานของสสารมาโดยตลอด จนกระทั่งในช่วงทศวรรษ 1980 แดน เชคท์มัน (Dan Shechtman) ได้ไปสะดุดเจอเข้ากับสสารสุดประหลาดชุดหนึ่งในห้องทดลอง สสารตัวนี้มีการจัดเรียงอะตอมที่เป็นระเบียบสวยงามมาก ทว่าลวดลายของมันกลับเดินหน้าต่อไปได้เรื่อยๆ โดยไม่เคยซ้อนทับหรือทำซ้ำรอยเดิมเลยแม้แต่จุดเดียว!! ความแปลกประหลาดนี้ๆเองที่พลิกตำราเรียนเราไปพอสมควร และนักวิทยาศาสตร์ก็ขนานนามให้กับมันว่า ผลึกเทียม (Quasicrystals)

ล่าสุด(พ.ศ.2568)ความแปลกประหลาดนี้ก็ไม่ได้ถูกจำกัดอยู่แค่ในระดับของสสารบนโลกแล้ว เพราะนักฟิสิกส์ทฤษฎี ลาแธม บอยล์ (Latham Boyle) และ โซติริออส มิกดาลัส (Sotirios Mygdalas) ก็ได้ขยับสเกลของเรื่องนี้ให้ใหญ่ขึ้นไปอีก โดยพวกเขาตั้งคำถามว่าจะเป็นไปได้ไหมถ้าโครงสร้างพื้นฐานของจักรวาลจะมีการจัดเรียงตัวกันแบบนี้ด้วย พวกเขาจึงเสนอสมมติฐานใหม่ที่เรียกว่า ผลึกเทียมกาลอวกาศ (Spacetime quasicrystals) ขึ้นมา ซึ่งแนวคิดนี้จะถูกนำมาใช้เพื่อพยายามไขปริศนาชิ้นใหญ่ของ ทฤษฎีสตริง (String theory) ที่ระบุว่าจักรวาลของเราโดยสภาวะความเป็นจริงนั้นมีถึง 10 มิติ แต่ทว่าในชีวิตประจำวันเรากลับรับรู้ สัมผัส ได้เพียงแค่ 4 มิติ (กว้าง ยาว ลึก และเวลา) สมมติฐานนี้จึงเข้ามาช่วยอธิบายว่า มิติที่เหลืออีก 6 มิตินั้น มันหายไปซ่อนอยู่ตรงไหนกันแน่

เพื่อที่จะอธิบายเรื่องนี้ให้เห็นภาพง่ายๆ ลองนึกแบบนี้ สมมติว่ามีโครงข่ายเรขาคณิตแบบ 10 มิติตั้งอยู่ (อาจจินตนาการภาพยากอยู่) แล้วเราเอาแผ่นระนาบแผ่นหนึ่งไปหั่นเฉียงๆ ผ่านโครงข่ายนั้นด้วยมุมที่ตัวเลขไม่ลงตัว หรือที่เรียกว่า จำนวนอตรรกยะ (Irrational number) จากนั้นเมื่อเราฉายเงาของรอยตัดนั้นลงมาบนโลก 4 มิติที่เราอาศัยอยู่ (ซึ่งประกอบไปด้วย กว้าง ยาว ลึก และเวลา) ภาพเงาที่สะท้อนออกมาจะไม่ใช่ตารางช่องสี่เหลี่ยมธรรมดาๆ แต่จะกลายเป็นลวดลายตาข่ายที่สลับซับซ้อนและไม่มีวันเรียงตัวซ้ำรอยเดิมเลยแม้แต่จุดเดียว

แสงเงาที่แปลกประหลาดนี้กำลังบอกใบ้เราว่า มิติที่เหลืออีก 6 มิตินั้นไม่ได้จำเป็นต้องหดเล็กลงจนเรามองไม่เห็นตามที่นักวิทยาศาสตร์เคยเชื่อกัน แต่มันอาจจะกำลังพับทบตัวเองและแทรกซึมซ่อนอยู่ในทุกอณูของกาลอวกาศรอบตัวเราเองนี่แหละ ผ่านรูปแบบลวดลายที่ไม่เคยซ้ำกันนี้ และที่น่าทึ่งที่สุดคือ โครงสร้างทางคณิตศาสตร์สุดล้ำนี้ยังสามารถทำงานได้สอดคล้องกับกฎ สมมาตรลอเรนซ์ (Lorentz symmetry) ด้วย ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของทฤษฎีสัมพัทธภาพ และก็มันเข้ากันได้อย่างสมบูรณ์แบบมากๆ

แน่นอนว่าทฤษฎีที่ล้ำหน้าขนาดนี้ย่อมไม่ถูกมองข้าม ท้ายที่สุดก็ต้องถูกประเมินจากคนในวงการแน่ๆ เช่น เพื่อให้เห็นมุมมองอย่างเป็นกลาง เกรกอรี มัวร์ (Gregory Moore) นักฟิสิกส์ทฤษฎีจากมหาวิทยาลัยรุตเกอร์ส ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญอิสระที่ไม่ได้มีส่วนร่วมกับงานวิจัยชิ้นนี้ ได้ออกมาให้ความเห็นว่า แนวคิดนี้เป็นคณิตศาสตร์ที่งดงามมาก ๆ

แม้ถึงกระนั้น ผลงานการร่วมวิจัยนี้ก็ได้เปิดมุมมองใหม่ที่น่าสนใจว่า โครงสร้างรากฐานของจักรวาลอาจจะไม่ได้ราบเรียบเป็นเนื้อเดียวกันไปทั้งหมด แต่อาจถูกถักทอขึ้นมาจากลวดลายเรขาคณิตที่สลับซับซ้อน ซึ่งลวดลายตาข่ายเหล่านี้อาจมีกลไกการทำงานคล้ายกับ “รหัสแก้ไขข้อผิดพลาดทางควอนตัม” (Quantum error correcting codes) ที่สุดยอดคอมพิวเตอร์แห่งอนาคตใช้กัน พูดง่ายๆ ก็คือ
จักรวาลอาจจะมีระบบเซฟข้อมูลและสำรองข้อมูลในตัวเอง ที่คอยสร้างเกราะปกป้องความลับในระดับที่เล็กจิ๋วที่สุดเอาไว้ เพื่อไม่ให้มันพังทลายหรือสูญหายไปตลอดกาล ” นั่นเอง

[แหล่งอ้างอิง]
[1] Latham Boyle and Sotirios Mygdalas. Spacetime Quasicrystals. arXiv:2601.07769 (2026).
[2] Emily Conover. Physicists dream up ‘spacetime quasicrystals’ that could underpin the universe. ScienceNews (2026).
[3] Dan Shechtman, I. Blech, D. Gratias, and J. W. Cahn. Metallic Phase with Long-Range Orientational Order and No Translational Symmetry. Physical Review Letters (1984).

Note :: 27 Feb 2026

By admin

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *