Quantum Physic Confirming the existence of “Lucky Waves” that humans can create themselves.
ยืนยัน “คลื่นโชคดี” มีอยู่จริง ซึ่งมนุษย์สามารถสร้างขึ้นเองได้
ซึ่งวิธี และ ขั้นตอนนั้นปรากฏอยู่ในคัมภีร์ “สติปัฏฐาน-ปฏิสัมภิทามรรค” “ที่พระพุทธศาสนาถ่ายทอดวิธีปฏิบัติมา มาเกือบ 3000 ปีแล้ว
Quantum Physic ได้สั่นคลอนความเชื่อที่ฝังรากลึกที่สุดอย่างหนึ่งของเราที่เรียกว่า “โชคดี” นั้นไม่ใช่เรื่องบังเอิญ งานวิจัยทางQuantum ล่าสุดชี้ให้เห็นว่า “คลื่นโชคดี” มีรูปแบบพื้นฐานบางอย่างในสิ่งที่เราเรียกว่า “โชคดี” และยังเชื่อมโยงกับกฎธรรมชาติของโลกควอนตัม อันเรียกว่า Invisible Energy ซึ่งมนุษย์ยังเข้าไม่ถึงอีก 97% ที่มนุษย์ในยุคนี้ค้นพบ และนำ Energy มาใช้ได้ตามปรากฏในปัจจุบันนั้นเพียง 3% ของ 100 อีก 97% นั้นรู้อยู่ว่ามี แต่ยังไม่สามารถหาวิธีนำออกมาใช้ให้ปรากฏผลได้ และ ใน 97% นี้แหละ ที่พระพุทธองค์ทรงถ่ายทอดวิธีปฏิบัติ ให้สามารถเข้าถึง Energy ได้ทั้ง 100% พร้อมทั้งรายละเอียดในการนำมาใช้ในแต่ละประเภทอีกด้วย ในทางพระพุทธศาสนา เรียกชื่อของ “คลื่นโชคดี” นี้ว่า “กุศลจิต” อันเป็นคลื่นสัญญาณไฟฟ้า เพราะ “จิต” นั้นมีสภาพรวดเร็วยิ่ง พระพุทธศาสนาเข้าถึงความลับของ Bio-Electro city นี้ และได้ขนานนามไว้ปรากฏเป็นหลักฐานจารจารึกในพระไตรปิฏก เรียกตามความหมายของ “จิต” ว่า “อัศนีธาตุ” หรือ “คลื่นไฟฟ้าชีวภาค”
การควบคุม “คลื่นโชคดี” ในทางพระพุทธศาสนาเรียกว่า “กุศลจิต” อันพระพุทธองค์ทรงบัญญัติ และถ่ายทอดให้แก่พุทธบริษัท เป็นพุทธพจน์ว่า
“อกุศลานิ น มนฺสิ กเรยฺย
“จงอย่าคิดถึงอกุศลแม้หนึ่งขณะจิต”
และเมื่อผู้ปฏิบัติชอบตามพุทธวิถี สามารถควบคุมอัศนีย์ธาตุ หรือ คลื่นของจิตไปในทางให้คุณ ได้ตามปรารถนา ย่อมจะพบแต่ความสุขสมหวัง ดังมีพุทธพจน์ทรงตรัสรับรองไว้ว่าจิตฺตํ ทนฺตํ สุขาวหํ “จิตที่ฝึกแล้ว นำความสุขมาให้”
:: ว่าด้วยความหมายของ คลื่นกุศลจิต(Lucky Wave) :::
“กุศลจิต” (กุสล + จิตฺต) ในภาษาบาลีแปลว่า
“จิตที่ไม่มีโทษ” หรือ “จิตที่เป็นกุศล” เป็นจิตที่ผ่องใส ใฝ่ในทางดี มีเหตุผล และให้ผลเป็นความสุข ซึ่งเป็นพื้นฐานในการพัฒนาไปสู่คุณธรรมที่สูงขึ้น
— แยกศัพท์เป็น กุศล + จิต
(๑) “กุศล” ( –ศล ศ ศาลา)
บาลีเป็น “กุสล” ( –สล ส เสือ) อ่านว่า กุ-สะ-ละ รากศัพท์มาจาก –
::: (1) กุส (กิเลส; หญ้าคา; โรค) + ลุ (ธาตุ = ตัด) + อ ปัจจัย, “ลบสระหน้า” คือลบ อุ ที่ ลุ (ลุ > ล)
: กุส + ลุ = กุสลุ > กุสล + อ = กุสล แปลตามศัพท์ว่า
(1) “กรรมดีที่ตัดกิเลสอันนอนเนื่องอยู่ในสันดาน”
(2) “กรรมที่ตัดบาปธรรมได้เหมือนหญ้าคา” (“ธรรมที่ตัดความชั่วอันเป็นดุจหญ้าคา”)
(3) “ภาวะที่ตัดโรคอันนอนเนื่องอยู่ในร่างกายออกไปได้” (ตามข้อ (3) นี้หมายถึงความไม่มีโรค)
:: (2) กุ (แทนศัพท์ “กุจฺฉิต” = น่าเกลียด, น่ารังเกียจ) + สลฺ (ธาตุ = หวั่นไหว; ปิด, ป้องกัน) + อ ปัจจัย
: กุ + สลฺ = กุสล + อ = กุสล แปลตามศัพท์ว่า
(1) “กรรมที่ยังบาปธรรมอันน่ารังเกียจให้หวั่นไหว”
(2) “กรรมเป็นเครื่องปิดประตูอบายที่น่ารังเกียจ”
:: (3) กุส (ญาณ, ความรู้) + ลา (ธาตุ = ถือเอา) + อ ปัจจัย, “ลบสระหน้า” คือลบ อา ที่ ลา (ลา > ล)
: กุส + ลา = กุสลา > กุสล + อ = กุสล แปลตามศัพท์ว่า
(1) “กรรมที่พึงถือเอาได้ด้วยญาณที่ทำให้บาปเบาบาง” (“ความรู้ที่ทำความชั่วร้ายให้เบาบาง”)
(2) “ผู้ถือเอากิจทั้งปวงด้วยปัญญา”
“กุสล” ถ้าเป็นคำนาม (นปุงสกลิงค์) หมายถึง ความดีงาม, กรรมดี, สิ่งที่ดี, กุศลกรรม, บุญ
(good thing, good deeds, virtue, merit, good consciousness)
“กุสล” ถ้าเป็นคุณศัพท์ มีความหมายว่า ฉลาด, เฉียบแหลม, สันทัด, ชำนาญ; ดีงาม, ถูกต้อง, เป็นกุศล
(clever, skilful, expert; good, right, meritorious)
บาลี “กุสล” เราใช้อิงสันสกฤตเป็น “กุศล”
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า –
“กุศล : (คำนาม) สิ่งที่ดีที่ชอบ, บุญ. (คำวิเศษณ์) ฉลาด. (ส.; ป. กุสล).”
::: (๒) “จิต – อัศนีธาตุ (อัศนี=ไฟฟ้า)”
บาลีเป็น “จิตฺต” (จิด-ตะ) รากศัพท์มาจาก จินฺต (ธาตุ = คิด) + ต ปัจจัย, ลบ นฺ ที่ จินฺตฺ (จินฺต > จิต)
: จินฺต + ต = จินฺตต > จิตฺต แปลตามศัพท์ว่า
(1) “สิ่งที่ทำหน้าที่คิด”
(2) “สิ่งที่ทำหน้าที่รู้อารมณ์”
หมายถึง จิต, ใจ, ความคิด (the heart, mind, thought)
จิต เกิดขึ้น ด้วยสภาวะของไฟฟ้าชีวภาค รวดเร็วประดุจดั่งสายฟ้า มีลักษณะเป็นคลื่น(Wave)จึงเรียกว่า “กระแสจิต” อันส่งผลให้สมองสั่งการไปยังเซลล์ต่างๆ ให้กระทำตามคลื่นสัญญาณ ผลที่เกิดขึ้นเรียกว่า “พฤติกรรม = การกระทำ” อันเกิดจากสภาวะของจิต ที่สมองได้แปรให้เป็นคลื่นเรียกว่า “อารมณ์(Emotional)”
::: พจนานุกรมบาลี-อังกฤษ แปล “จิตฺต” ไว้ดังนี้ –
the heart (psychologically), i. e. the centre & focus of man’s emotional nature as well as that intellectual element which inheres in & accompanies its manifestations; i. e. thought. (
หัวใจ [ทางจิตวิทยา] คือศูนย์และจุดรวมของธรรมชาติที่เกี่ยวกับความรู้สึกของมนุษย์ กับส่วนของสติปัญญาซึ่งอยู่ในการแสดงออกเหล่านั้น;
กล่าวคือ ความคิด)
::: “จิตฺต” ในภาษาไทยตัดตัวสะกดออกตัวหนึ่ง ใช้เป็น “จิต”
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า –
“จิต, จิต– : (คำนาม) ใจ, สิ่งที่มีหน้าที่รู้ คิดและนึก, (โบราณ เขียนว่า จิตร), ลักษณนามว่า ดวง. (ป. จิตฺต).”
กุสล + จิตฺต = กุสลจิตฺต > กุศลจิต ใช้ทับศัพท์ว่า “กุศลจิต” แปลว่า “จิตเป็นกุศล”
ระดับคลื่นความถี่ของ “กุศลจิต(Lucky Wave)”= เป็นคำที่ใช้ในวงการศึกษาพระอภิธรรม หมายถึงจิตที่เป็นกุศลจำแนกเป็นลักษณะความถี่ของคลื่นแตกต่าง กันออกไป ดังนี้คือ :-
::: กุศลจิต(Lucky Wave) โดยย่อ มี 21 ดวง คือ
– มหากุศลจิต 8
– รูปาวจรกุศลจิต 5
– อรูปาวจรกุศลจิต 4
– โลกุตตรกุศลจิต 4
::: กุศลจิต(Lucky Wave) โดยพิสดารมี 37 ดวง คือ
– มหากุศลจิต 8
– รูปาวจรกุศลจิต 5
– อรูปาวจรกุศลจิต 4
– โลกุตตรกุศลจิต 20
::: มีพระพุทธพจน์ อธิบายผลของ Lucky Wave เช่นว่า –
มโนปุพฺพงฺคมา ธมฺมา มโนเสฏฺฐา มโนมยา
มนสา เจ ปสนฺเนน ภาสติ วา กโรติ วา
ตโต นํ สุขมนฺเวติ ฉายาว อนุปายินี.
สภาวะทั้งหลายมีใจเป็นผู้นำ มีใจประเสริฐสุด สำเร็จด้วยใจ
ถ้ามีใจผ่องใส จะพูดก็ตาม จะทำก็ตาม
เพราะเหตุนั้น ความสุขย่อมติดตามเขาไป ดุจเงาตามตัวฉะนั้น
::: ความสำคัญของ กุศลจิต(Lucky Wae)
“กุศลจิต” เป็นพื้นฐานที่สำคัญในการบรรลุธรรมขั้นสูง เช่น ฌาน อภิญญา มรรค และผล
ด้วยเหตุแห่งความสำคัญของ กุศลจิต(Lucky Wave) จึงทรงสอนเสริมไว้ ว่า “สภาวะทั้งหลายมีใจเป็นผู้นำ มีใจประเสริฐสุด สำเร็จด้วยใจ ถ้ามีใจผ่องใส จะพูดก็ตาม จะทำก็ตาม เพราะเหตุนั้น ความสุขย่อมติดตามเขาไป ดุจเงาตามตัวฉะนั้น” ซึ่งเน้นย้ำว่า การทำใจให้เป็นกุศล เป็นสิ่งสำคัญที่จะนำมาซึ่งความสุข นั่นก็คือการกำหนดทิศทางของจิต ซึ่งมีสภาพเป็น Bio-Electro City(พุทธศาสนาเรียกว่า “อัศนีธาตุ=คลื่นไฟฟ้า”) เพื่อสร้างสภาวะ Quantum Entanglement เชื่อมต่อกับคลื่นความโชคดีของสกลจักวาล
หัวใจสำคัญของการค้นพบนี้คือ Quantum Entanglement ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ลึกลับที่อนุภาคเชื่อมโยงกันในระยะทางอันไกลโพ้น เมื่ออนุภาคหนึ่งเปลี่ยนแปลง อีกอนุภาคหนึ่งจะตอบสนองทันที ท้าทายกาลอวกาศ ปัจจุบันนักวิจัยพบว่า เจตนา ความคิด หรือการสังเกตของมนุษย์นั้น มีอิทธิพลอย่างละเอียดอ่อนต่อพฤติกรรมควอนตัม ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ส่งผลต่อ ความน่าจะเป็น ซึ่งอธิบายได้ว่า เหตุใด และทำไมบางคนจึงประสบกับ “โชค” มากกว่าคนอื่น
นี่หมายความว่าจักรวาลเชื่อมต่อ กับ คลื่นสมาธิ และการรับรู้ในรูปแบบทางกายภาพที่พิสูจน์วัดผลเชิงประจักษ์ได้จริง เมื่อบุคคลมีเชื่อมั่นอย่างแรงกล้าในผลลัพธ์ จิตใจของพวกเขาจะเกิดการ “ปฏิสัมพันธ์กับ Quantum Field” ส่งผลให้ชีวิตของเขา เปลี่ยนแปลงไปตามนั้น หรือมีผลอย่างนั้น และนี่เองซึ่งสิ่งที่ครั้งอดีต จะเคยถูกมองว่าเป็นความเชื่อโชคลาง เพ้อฝัน ก็ได้ถูกพิสูจน์อันผ่านการตรวจสอบด้วย การทดสอบทางQuantum Entanglement และ ทฤษฎีสารสนเทศ(Information Theory)และด้วยปรากฏการณ์อันเกิดขึ้นได้จริงนี้ดำเนินต่อไป จึงส่งผลที่ตามมาอันน่าอัศจรรย์ใจอย่างยิ่ง เพราะมันคือนิยามใหม่ ที่สามารถอธิบายถึง วิธีที่มนุษย์ชาติยุคสมัย AI และ ในอนาคต จะต้องเข้าใจเสียใหม่าว่า การตัดสินใจ ความสำเร็จ ความโชคดี นั้นมนุษย์เราสามารถกำหนดให้เกิดขึ้นได้ ทั้งยัง สามารถพิสูจน์ได้ทาง Quantum Physic
การปฏิบัติตามพุทธวิถี “สติปัฏฐาน-ปฏิสัมภิทามรรค” ทุกขั้นตอนล้วนสอดคล้องรองรับ และพิสูจน์ทราบได้ในยุคปัจจุบัน ด้วยกฏแห่ง Quantum Physic ที่พิสูจน์ว่า มนุษย์เราสามารถกำหนดทางเลือกของชีวิตได้ด้วย และกำหนดความเป็นจริงของชีวิตเราให้ดีได้ตามปรารถนา “ความมีโชคดี” ไม่ใช่เรื่องของความฟลุ๊ค หรือ ความบังเอิญ แต่เป็นเรื่องของการสั่นพ้อง(Resonance)ที่เรา(ผู้ปฏิบัติตามพุทธวิถี) สามารถกำหนดให้เกิดขึ้นได้ โดยไม่ถูกจำกัดด้วย สถานที่ และ กาลเวลา และนี่แหละคือที่มา อันพระพุทธองค์ทรงตรัสว่า “…อกาลิโก เอหิ ปสฺสิโก…มาซิ มาปฏิบัติ เพื่อเป็นผู้อยู่เหนือกาลเวลา
